Q

Honda Jazz แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันอย่างไร?

ในตลาดไทย Honda Jazz มีด้วยกัน 3 รุ่นหลักๆ คือ Jazz รุ่นพื้นฐาน Jazz RS และ Jazz Hybrid ซึ่งแต่ละรุ่นมีความแตกต่างชัดเจนทั้งในเรื่องระบบขับเคลื่อน อุปกรณ์มาตรฐานและการออกแบบภายนอก รุ่นพื้นฐานติดตั้งเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แบบดูดธรรมดา เน้นความประหยัดและใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วน Jazz RS จะออกแนวสปอร์ตมากขึ้นด้วยการออกแบบหน้ากากระชับและชุดแต่งเฉพาะรุ่น พร้อมระบบช่วงล่างที่ปรับให้แข็งขึ้นเพื่อการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น สำหรับ Jazz Hybrid ใช้ระบบไฮบริด 1.5 ลิตร ที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยม เหมาะกับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่รถติดบ่อย ในส่วนอุปกรณ์ รุ่นท็อปมักมาพร้อมระบบ Honda SENSING ไฟหน้า LED และกุญแจอัจฉริยะ Jazz เป็นที่นิยมในไทยเพราะการออกแบบห้องโดยสารที่ยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะระบบ Magic Seat ที่ตอบโจทย์การขนของได้หลากหลาย ควรรู้ไว้ว่าถ้าจะซื้อรถในไทย ไฮบริดน่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะได้ส่วนลดจากรัฐบาลแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าน้ำมันในระยะยาว แถมเทคโนโลยีไฮบริดของฮอนด้ายังทำงานได้เสถียรในสภาพอากาศร้อน แบตเตอรี่และระบบระบายความร้อนถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับสภาพอากาศแบบนี้
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
ข้อเสียของ Honda Jazz คืออะไร
Honda Jazz ในฐานะรถยนต์แฮทช์แบ็กขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมในตลาดไทยนั้น จุดด้อยหลัก ๆ อยู่ที่พื้นที่ภายในและสมรรถนะของเครื่องยนต์ แม้ว่า Jazz จะมีการออกแบบที่โดดเด่นด้วยฟังก์ชัน Magic Seat แต่ในสภาพอากาศร้อนของไทย พื้นที่ขาเบาะหลังอาจรู้สึกคับแคบสำหรับผู้โดยสารที่สูงโดยเฉพาะเมื่อเดินทางไกล นอกจากนี้ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แบบดูดอากาศธรรมชาติ เมื่อใช้งานในเส้นทางภูเขาหรือเมื่อต้องบรรทุกเต็มที่ การเร่งความเร็วอาจรู้สึกไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาที่เปิดแอร์เต็มกำลังจะเห็นการลดทอนของพละกำลังและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการเก็บเสียงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เสียงลมและเสียงยางจะค่อนข้างเด่น ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคที่เน้นความเงียบสงบรู้สึกไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นเรื่องที่พิจารณาในบริบทของการจัดวางตำแหน่งรถยนต์รุ่นนี้ โดยเมื่อพิจารณาถึงความคล่องตัวในการขับขี่ในเมืองและความประหยัดน้ำมัน รวมถึงสภาพการจราจรที่หนาแน่นในไทย Jazz ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานในเมือง ผู้บริโภคในไทยสามารถชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียตามความต้องการส่วนตัว หากต้องการรถที่เหมาะกับการเดินทางแบบครอบครัวหรือสมรรถนะที่แรงขึ้น อาจพิจารณารถรุ่นอื่นในระดับเดียวกันเป็นทางเลือกเพิ่มเติมได้
Q
Honda Jazz อยู่ในกลุ่มตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก
Honda Jazz ในตลาดรถยนต์ของประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่ม B-Segment หรือที่เรียกว่ารถยนต์ขนาดเล็ก (Subcompact Car) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เน้นการใช้งานในเมืองและครอบครัวในชีวิตประจำวัน โดยมีจุดเด่นที่ขนาดตัวถังกะทัดรัด ประหยัดน้ำมัน และออกแบบพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว Honda Jazz มีฟังก์ชัน Magic Seat ที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายในการจัดเก็บสัมภาระ เหมาะอย่างยิ่งกับการขับขี่ในเมืองใหญ่ที่การจราจรหนาแน่น เช่น กรุงเทพฯ ขณะที่เครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังขับเคลื่อนที่นุ่มนวลและเหมาะสมกับสภาพถนนของไทย กลุ่ม B-Segment ในไทยยังมีคู่แข่งที่ได้รับความนิยมอย่าง Toyota Yaris และ Mazda2 ซึ่งเน้นความประหยัดและใช้งานได้จริง ผู้บริโภคจึงมักเลือกตามความชอบในแบรนด์ ฟีเจอร์ และบริการหลังการขาย ความต้องการรถยนต์ขนาดเล็กในไทยยังคงสูงเนื่องจากราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ต้นทุนการบำรุงรักษาต่ำ และเหมาะกับถนนที่ค่อนข้างแคบ Honda Jazz จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในกลุ่มนี้ด้วยความน่าเชื่อถือและอัตราการเก็บมูลค่าที่ดี
Q
มูลค่าการขายต่อของ Honda Jazz คืออะไร
ในตลาดประเทศไทย Honda Jazz ถือเป็นรถมือสองที่มีอัตราการคงมูลค่อนข้างดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือคุณภาพที่เชื่อถือได้ ความประหยัดน้ำมัน และภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ Honda ในประเทศไทย จากข้อมูลในอุตสาหกรรมพบว่า Jazz ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปีมักมีอัตราการคงมูลอยู่ที่ประมาณ 60% - 70% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ระดับอุปกรณ์ และประวัติการบำรุงรักษา สำหรับประเทศไทยซึ่งมีถนนในเมืองที่แออัดและราคาน้ำมันสูง รถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานอย่าง Jazz จึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่ Honda มีฐานการผลิตในประเทศ ทำให้ชิ้นส่วนอะไหล่หาได้ง่ายและค่าบำรุงรักษาไม่สูง จึงช่วยเพิ่มมูลค่าของรถมือสองได้อีกทาง หนึ่งในแนวโน้มสำคัญคือ Jazz รุ่นไฮบริดเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในไทย ซึ่งมักมีมูลค่าขายต่อสูงกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินแบบธรรมดา แนะนำให้เจ้าของรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอและเก็บเอกสารประวัติการบำรุงรักษาไว้ให้ครบถ้วน เพราะสามารถช่วยเพิ่มราคาขายต่อได้ นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยมักนิยมรถสีโทนกลางอย่างสีขาวหรือสีเงิน ซึ่งขายต่อได้ง่ายกว่า หากต้องการทราบราคาประเมินที่แม่นยำมากขึ้น ควรอ้างอิงจากคู่มือราคารถมือสองของสมาคมรถยนต์ในประเทศไทย หรือปรึกษากับตัวแทนจำหน่ายรถมือสองที่เชื่อถือได้ในพื้นที่
Q
ฮอนด้า แจ๊ส มีกี่ซีซี
Honda Jazz ที่วางจำหน่ายในตลาดประเทศไทยส่วนใหญ่ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินแบบดูดอากาศธรรมดาขนาด 1.5 ลิตร มีปริมาตรกระบอกสูบ 1497 ซีซี โดยเครื่องยนต์รุ่นนี้ขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพสูงและความประหยัดน้ำมัน เหมาะกับสภาพการจราจรในเมืองที่มีการหยุด-เคลื่อนบ่อยครั้งในประเทศไทย อีกทั้งยังจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ที่ช่วยให้การขับขี่ลื่นไหลยิ่งขึ้น Jazz ถือเป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่คุ้มค่าและได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการรถสำหรับใช้งานในครอบครัวหรือเดินทางในเมือง จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ที่ขนาดตัวรถที่คล่องตัวแต่ภายในกว้างขวาง นอกจากนี้ผู้บริโภคยังควรพิจารณาเทคโนโลยีเครื่องยนต์เพิ่มเติม เช่น ระบบ i-VTEC ของ Honda ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลังและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ทั้งนี้มาตรฐานมลพิษในไทย เช่น Euro 5 ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผู้ซื้อควรตรวจสอบ รวมถึงต้นทุนการใช้งานในระยะยาว ซึ่งมีผลต่อประสบการณ์การขับขี่และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถยนต์
Q
เครื่องยนต์ใน Honda Jazz คืออะไร
Honda Jazz ในตลาดประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร i-VTEC แบบดูดอากาศธรรมดา มาพร้อมเทคโนโลยี VTEC อันเป็นเอกลักษณ์ของ Honda ให้กำลังสูงสุดประมาณ 120 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน เหมาะอย่างยิ่งกับการขับขี่ในสภาพการจราจรติดขัดของกรุงเทพฯ รุ่น RS ที่วางจำหน่ายในไทยยังได้รับการจูนให้ตอบสนองเร็วขึ้นแต่ยังคงประหยัดน้ำมันที่ประมาณ 5.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร สำหรับสภาพอากาศร้อนในไทย เครื่องยนต์รุ่นนี้มาพร้อมระบบระบายความร้อนที่ได้รับการปรับปรุงโดยเฉพาะ และระบบปรับอากาศที่ปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเขตร้อน ช่วยให้การขับขี่ในระยะทางไกลมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น จุดเด่นอีกอย่างคือห้องเครื่องของ Jazz ออกแบบให้กะทัดรัดเพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ตอบโจทย์ผู้ใช้ชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความกว้างขวางภายในรถ ซึ่งสะท้อนแนวคิด MM หรือ “Man-Maximum, Machine-Minimum” ของ Honda ได้อย่างชัดเจน แม้ว่าในอนาคตอาจมีการแนะนำรุ่น e:HEV ไฮบริดตามนโยบายส่งเสริมรถพลังงานสะอาดของรัฐบาลไทย แต่ในปัจจุบัน รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ยังคงเป็นทางเลือกหลักที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยความทนทานและค่าบำรุงรักษาต่ำ เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางในเมือง
Q
ประเภทระบบเกียร์ของ Honda Jazz คืออะไร
ประเภทระบบเกียร์ของ Honda Jazz ในตลาดประเทศไทยจะแตกต่างกันไปตามรุ่นและปีที่ผลิต โดยทั่วไปแล้วรุ่นที่พบได้บ่อยที่สุดคือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งมีจุดเด่นด้านความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์และความประหยัดน้ำมัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพการจราจรที่แออัดในเมืองของไทย นอกจากนี้ยังมีบางรุ่นเก่าที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ซึ่งตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบความรู้สึกในการควบคุมรถ ระบบเกียร์ CVT ทำงานด้วยหลักการส่งกำลังแบบไร้ขั้นตอน ช่วยลดอาการกระตุกของเกียร์แบบเดิม และเมื่อรวมกับเทคโนโลยี Earth Dreams ของ Honda ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของไทยและการขับขี่แบบหยุด–ไปบ่อย ๆ อีกทั้งยังได้รับการปรับจูนให้ส่งแรงบิดได้ดีที่รอบต่ำ รองรับการใช้งานบนถนนแคบหรือทางลาดชันได้ดี การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ CVT อย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการขับขี่ที่ใช้โหลดหนักต่อเนื่องจะช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบเกียร์ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้นของประเทศไทย
Q
PCD ขนาดเท่าไรของ Honda Jazz
สำหรับรถฮอนด้า แจ๊ส ในตลาดไทยจะมีขนาด PCD (ระยะวงกลมรูสลักล้อ) แบบ 4x100 หมายความว่าจากรูสลักล้อ 4 รู โดยจุดศูนย์กลางของรูแต่ละรูจะอยู่บนเส้นรอบวงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 มิลลิเมตร ซึ่งสเปคนี้ใช้ร่วมกับรถยนต์ประเภทเอкономี่คาร์และคอมแพคต์คาร์หลายรุ่นในไทย ทำให้เวลาจะเปลี่ยนหรืออัพเกรดล้อ เจ้าของรถมีตัวเลือกที่เข้ากันได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในไทยเราจะพบผู้ผลิตล้อท้องถิ่นและร้านแต่งรถหลายแห่งที่รองรับล้อแบบ 4x100 PCD โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพหรือเชียงใหม่ หาล้อที่เหมาะกับแจ๊สได้ไม่ยาก นอกจาก PCD แล้ว เวลาเลือกล้อต้องดูเรื่องขนาดรูกลางล้อ (CB) และระยะออฟเซ็ต (ET) ด้วย เพื่อให้ล้อที่ติดตั้งแล้วทำงานได้สมบูรณ์กับระบบช่วงล่างและโครงสร้างตัวรถ ป้องกันปัญหาเวลาขับอย่างการสั่นหรือสึกหรอเร็ว ส่วนสภาพอากาศไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก แนะนำให้เลือกวัสดุล้อที่ทั้งเบาและระบายความร้อนดี เช่น อลูมิเนียม จะช่วยประหยัดน้ำมันและช่วยระบายความร้อนให้เบรกได้ดีขึ้น
Q
รถฮอนด้า แจ๊ส มี Apple CarPlay หรือไม่
สำหรับรถฮอนด้า Jazz รุ่นล่าสุดที่วางขายในตลาดไทย (บางตลาดอาจเรียกว่า Fit) แบบรุ่นท็อปนั้นมีการติดตั้งระบบ Apple CarPlay มาให้ด้วย ซึ่งฟีเจอร์นี้ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย เพราะช่วยให้เชื่อมต่อกับ iPhone ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งระบบนำทาง ฟังเพลง หรือโทรศัพท์ แต่ต้องระวังว่ารุ่นและปีการผลิตที่ต่างกันอาจมีสเปกไม่เหมือนกัน แนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดกับโชว์รูมฮอนด้าในไทยก่อนซื้อจริง สำหรับคนไทยแล้ว Apple CarPlay ถือเป็นตัวช่วยชั้นดี โดยเฉพาะในเมืองติดรถติดอย่างกรุงเทพฯ ที่สามารถใช้เสียงสั่งงานผ่าน Siri ลดการเสียสมาธิขณะขับรถได้ ถ้าหากรุ่นของคุณไม่มี CarPlay ติดตั้งมาแต่แรก ในไทยก็มีอู่ติดตั้งรถยนต์มาตรฐานที่สามารถเพิ่มเติมระบบนี้ได้ แต่ควรเลือกอุปกรณ์ที่ผ่านมาตรฐานกฎหมายการขนส่งไทยเพื่อความปลอดภัย นอกจาก CarPlay แล้ว รถใหม่ๆ ในตลาดไทยตอนนี้หลายรุ่นยังรองรับ Android Auto ด้วย ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้ iPhone และ Android โดยฟังก์เจอร์เชื่อมต่อสมาร์ทเหล่านี้กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คนรุ่นใหม่ในไทยใช้ตัดสินใจเลือกซื้อรถเลยทีเดียว
Q
ยี่ห้อยางรถยนต์ของ Honda Jazz คืออะไร
ยางติดรถจากโรงงานของ Honda Jazz ในตลาดประเทศไทยจะแตกต่างกันตามปีรุ่นและระดับการตกแต่ง โดยทั่วไปจะใช้ยี่ห้อญี่ปุ่นที่พบได้บ่อย เช่น Bridgestone Dunlop หรือ Yokohama ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความนิยมสูงในไทยและเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศ เช่น ยางซีรีส์ ECOPIA ของ Bridgestone ที่เน้นความประหยัดน้ำมันและทนทาน เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง ผู้ใช้รถในไทยควรพิจารณาสภาพอากาศที่มีฝนตกบ่อย โดยแนะนำให้ตรวจสอบค่าการยึดเกาะบนถนนเปียก เช่น ระดับ Traction จากมาตรฐาน UTQG และเนื่องจากสภาพถนนในไทยมีความหลากหลาย จึงควรเลือกยางที่มีความแข็งแรงของแก้มยางที่เหมาะสม หากต้องการเปลี่ยนยางที่ไม่ใช่ของเดิมจากโรงงาน แนะนำให้ตรวจสอบสัญลักษณ์รับรองมาตรฐาน TISI จากกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้มั่นใจว่ายางนั้นปลอดภัยต่อการใช้งานในประเทศไทย ยางแบรนด์ระดับสากล เช่น Michelin ที่มีการผลิตในไทยก็เป็นทางเลือกที่ดี ทั้งในด้านความคุ้มค่าและการบริการหลังการขาย
Q
รถฮอนด้า แจ๊ซ เป็นรถที่ดีหรือไม่ เรียนรู้ข้อดีและข้อเสียที่นี่
รถฮอนด้า แจ๊ส เป็นรถขนาดเล็กที่ขายดีในตลาดไทย ด้วยขนาดตัวรถที่คล่องตัวเหมาะกับสภาพการจราจรติดขัดในเมืองอย่างกรุงเทพฯ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร i-VTEC ประหยัดน้ำมันเหมาะกับราคาน้ำมันที่ค่อนข้างสูงในไทย แถมยังใช้แนวคิด MM (ย่อมากสุด ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด) ทำให้มีพื้นที่เก็บของเยอะกว่าเพื่อนร่วมรุ่น โดยเฉพาะระบบเก้าอี้แบบ Magic Seat ที่ปรับได้ตามต้องการสำหรับของชิ้นใหญ่ ข้อเสียคือเวลาขับเร็วเสียงรบกวนค่อนข้างได้ยินชัด และเมื่อเทียบกับคู่แข่งบางรุ่นอาจขาดฟีเจอร์เทคโนโลยีไปบ้าง สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย แนะนำให้ตรวจสอบระบบแอร์เป็นประจำเพื่อประสิทธิภาพการทำความเย็น และเนื่องจากถนนไทยค่อนข้างหลากหลายควรระวังเรื่องการป้องกันช่วงล่าง ส่วนเรื่องค่าขายต่อรถฮอนด้าแจ๊สถือว่าคงตัวดี มีศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ สำหรับครอบครัวที่มีงบประมาณประมาณ 6-8 แสนบาทนับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ก่อนซื้อแนะนำให้ลองเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันและลองทดลองขับดูให้เหมาะกับความต้องการจริงๆ ของคุณ
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

มีลักษณะทางการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมสำหรับคนรุ่นใหม่
ราคาขายมีความทนทาน, ค่าซ่อมบำรุงไม่สูง
ประหยัดน้ำมัน

ข้อเสีย

กำลังการขับขี่ค่อนข้างอ่อนและไม่เสถียร โดยเฉพาะในการขับขี่ความเร็วสูง
การควบคุมทั่วไปเท่านั้น ความรู้สึกทั้งหมดของชั้นล่างไม่ค่อยแข็งแรง

Q&A ล่าสุด

Q
การขับขี่ด้วยระบบ 4H สามารถเร่งความเร็วของรถได้ไม่เกินกี่กิโลเมตรต่อชั่วโมง?
เมื่อขับรถโดยใช้ระบบ 4H แนะนำให้ควบคุมความเร็วรถไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โหมด 4H เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานบนพื้นถนนที่ไม่ได้ลาดยางหรือสภาพถนนที่ขรุขระ เช่น ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือถนนลื่นในช่วงฝนตก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคง แรงยึดเกาะของยาง และการควบคุมรถได้ดีขึ้น แต่หากใช้โหมด 4H เป็นเวลานานบนถนนลาดยางที่มีแรงยึดเกาะดี อาจทำให้เกิดการสึกหรอของยางอย่างรวดเร็ว ระบบส่งกำลังรับแรงเครียดเพิ่มขึ้นจนเสียหายก่อนกำหนด และยังเพิ่มการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย ดังนั้นเมื่อขับบนถนนลาดยางที่มีสภาพดี เช่น ถนนทางด่วน ควรใช้โหมดขับเคลื่อนสองล้อจะดีกว่า เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนรถ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง
Q
AWD (All-Wheel Drive) transmission หมายถึง ระบบส่งกำลังที่สามารถส่งพลังงานไปยังล้อทั้งสี่ของรถในเวลาเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว ระบบ AWD จะเป็นแบบอัตโนมัติและสามารถปรับระดับการส่งพลังงานไปที่ล้อแต่ละล้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นถนน ซึ่งมักเป็นประโยชน์ในสภาพถนนลื่น เช่น ถนนฝนตก ถนนที่มีหิมะ หรือถนนที่เต็มไปด้วยโคลน
AWD เป็นชื่อย่อของ All-Wheel Drive หรือระบบขับเคลื่อนทุกล้อ ซึ่งสามารถส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้งสี่พร้อมกัน และปรับสัดส่วนการกระจายกำลังไปยังแต่ละล้อได้อัตโนมัติตามสภาพถนน เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะของยางและเสถียรภาพในการขับขี่ของรถยนต์ เมื่อเทียบกับระบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือล้อหลังแบบดั้งเดิม ระบบ AWD มีประสิทธิภาพดีกว่าในสภาพถนนที่ยากลำบาก เช่น ถนนลื่น หิมะ โคลน เป็นต้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับผ่านและความปลอดภัยในการควบคุมรถยนต์ ลักษณะหลักของระบบนี้ ได้แก่ การกระจายกำลังแบบอัตโนมัติ ความสามารถในการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายหลายแบบ และการเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า จึงทำให้มีการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนสองล้อเล็กน้อย แตกต่างจากระบบ 4WD (Four-Wheel Drive) ระบบ AWD ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ขับเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนด้วยตนเอง และเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่า ในขณะที่ระบบ 4WD มักติดตั้งเกียร์ทดรอบต่ำ ซึ่งเหมาะสมสำหรับการขับออฟโรดระดับหนัก ปัจจุบันรถยนต์หลายประเภท เช่น SUV และรถยนต์สมรรถนะสูง ต่างติดตั้งระบบ AWD เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย แม้ว่าระบบนี้จะมีต้นทุนการผลิตและค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่า แต่ก็สามารถมอบความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่ที่ดีกว่าให้กับผู้ขับขี่ได้
Q
"วิธีใช้ 4H 4L"
4H และ 4L เป็นโหมดหลักสองประเภทของรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ให้เหมาะสมกับสภาพถนนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และประสิทธิภาพสูงสุด 4H เป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วสูง เหมาะสำหรับสภาพถนนต่างๆ เช่น ถนนหิมะ โคลน ทางขึ้นเขา ถนนฝนหรือหิมะที่ต้องขับด้วยความเร็วสูง และพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ เช่น ทราย หญ้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงของรถและแรงยึดเกาะ แต่จะสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าโหมด 2H การเปลี่ยนจาก 2H เป็น 4H สามารถทำได้ขณะขับขี่ (ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.) แต่ต้องระวังไม่ให้ล้อหน้าเลี้ยวมากเกินไป และไม่ใช้โหมดขับเคลื่อนสี่ล้อเมื่อเลี้ยวหักศอก เพื่อป้องกันความเสียหายต่อระบบขับเคลื่อนหรือปัญหาด้านความปลอดภัย 4L เป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อความเร็วต่ำ เหมาะสำหรับสภาพวิบากเช่น การปีนเขาชัน การหลุดจากหล่มโคลน หรือทางดินนุ่ม โดยใช้เกียร์ต่ำเพื่อเพิ่มแรงบิด และบางรุ่นจะล็อกดิฟเฟอเรนเชียลกลางและระบบช่วยเหลืออิเล็กทรอนิกส์โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนระหว่าง 4H และ 4L ต้องหยุดรถก่อน สำหรับรถเกียร์ธรรมดาต้องเหยียบคลัตช์ ส่วนรถเกียร์อัตโนมัติต้องเข้าเกียร์ N จากนั้นกดปุ่ม 4L ค้างไว้เกิน 2 วินาทีเพื่อเริ่มเปลี่ยน รอประมาณ 5 วินาทีจนกว่าแผงหน้าปัดจะแสดงว่าสำเร็จก่อนขับต่อ ในโหมด 4L ต้องควบคุมความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. และระบบควบคุมเสถียรภาพอิเล็กทรอนิกส์ (ESC) จะปิดโดยอัตโนมัติ ห้ามใช้โหมด 4H/4L บนถนนปกติที่แห้งและเรียบ (เช่น ทางหลวงหรือถนนในเมือง) เพื่อป้องกันการสึกหรอของยางและความเสียหายต่อระบบขับเคลื่อน หากไฟแสดงโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อทำงานผิดปกติหรือมีไฟเตือนผิดปกติ ควรไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการโดยเร็ว สำหรับรายละเอียดการใช้งานและข้อจำกัดความเร็วของแต่ละรุ่น ควรศึกษาจากคู่มือรถยนต์เพื่อให้ใช้งานถูกต้องและปลอดภัย
Q
“Isuzu D-Max ใช้ล้อแบบไหน?”
การตั้งค่าล้อแม็กและยางของอิซซุซุ D-MAX มีความแตกต่างกันไปตามรุ่นต่างๆ ในรุ่นปกติที่ขายในตลาดไทย (เช่น รุ่น Hi-lander และ V-CROSS) มาพร้อมล้อแม็กอลูมิเนียมขนาด 18 นิ้ว ด้วยยางขนาด 265/60 R18 ส่วนรุ่นดัดแปลงพิเศษบางรุ่นมีการตั้งค่าที่แตกต่างกัน เช่น รุ่น Mudmaster ที่ดัดแปลงโดยทางการ ใช้ล้อแม็กขนาด 20 นิ้ว ร่วมกับยางทุกสภาพพื้นผิวของโทยะ (Toyo) ส่วนรุ่น Blade ที่พัฒนาร่วมกับ Walkinshaw มาพร้อมล้อแม็กสีดำขนาด 17 นิ้ว และยางทุกสภาพพื้นผิวของกูดเยียร์ (Goodyear) ล้อแม็กอลูมิเนียมเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการตั้งค่า แต่ละรุ่นมีการปรับขนาด ลวดลายของล้อแม็ก และประเภทของยาง เพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้งานประจำวันหรือการขับออฟโรด
Q
“4x4 vehicle” หมายถึง ยานพาหนะที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยทั้งสี่ล้อของรถสามารถรับกำลังขับจากเครื่องยนต์ได้พร้อมกัน ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการขับเคลื่อนบนพื้นที่ที่มีความทุรกันดารหรือเส้นทางที่มีสภาพพื้นผิวไม่เรียบ เช่น ทางดิน ทางหิน หรือบริเวณที่มีหิมะและโคลน
รถ 4x4 หมายถึงรถขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีล้อทั้งสี่ล้อเป็นล้อขับเคลื่อน จำนวนหน้าเครื่องหมาย x คือจำนวนล้อทั้งหมด ส่วนจำนวนหลังคือจำนวนล้อขับเคลื่อน รถประเภทนี้มีประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนอกถนนที่ยอดเยี่ยม สามารถ应对สภาพทางที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย เช่น เนินเขา ชายทะเล ที่โคลน ทะเลทราย เป็นต้น ตามวัตถุประสงค์สามารถแบ่งออกเป็นรถออฟโรดแท้ รถออฟโรด-ถนนสองแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และรถขับเคลื่อนสี่ล้อสำหรับเมือง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อมีหลักๆ สามประเภท ได้แก่ ขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา (Full-time 4WD) ขับเคลื่อนสี่ล้อตามความเหมาะสม (On-demand 4WD) และขับเคลื่อนสี่ล้อตามเวลา (Part-time 4WD) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลาจะรักษาโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อให้ล้อหน้าและล้อหลังตลอดเวลา โดยปกติจะแจกแจงแรงบิดของเครื่องยนต์ให้กับล้อหน้าและล้อหลังในอัตราส่วน 50:50 ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตามความเหมาะสมจะตรวจจับอัตโนมัติผ่านหน่วยควบคุมสภาพทางที่ไม่ดีหรือล้อขับเคลื่อนลื่น โดยทันทีแจกแจงแรงบิดให้กับล้ออีกสองล้อและเปลี่ยนเป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตามเวลาจะต้องให้ผู้ขับขี่ควบคุมตัวแจกแจงแรงบิดด้วยตนเองเพื่อเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีรุ่นรถที่มีเครื่องหมายคล้ายๆ กัน เช่น 4x2 (สี่ล้อขับเคลื่อนสองล้อ) 6x4 (หกล้อขับเคลื่อนสี่ล้อ) เป็นต้น ส่วนยาง 4x4 เป็นยางพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับรถประเภทนี้ โดยลายยางลึกและกว้างมากขึ้น สามารถให้แรงดึง แรงยึดเกาะ และความเสถียรที่ดีกว่า เหมาะสำหรับสภาพทางที่ยากลำบาก เช่น ที่โคลน ทรายหิน เป็นต้น
ดูเพิ่มเติม