Q

รถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกอันดับ 1 ในปี 2024 คือรุ่นอะไร?

ณ ปี 2024 รถยนต์ผลิตจำนวนมากที่เร็วที่สุดในโลกคือ บูกัตติ ชีรอน ซูเปอร์สปอร์ต 300 พลัส ที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 490 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ดับบลิว 16 ขนาด 80 ลิตร เทอร์โบชาร์จสี่ตัว กำลังสูงสุด 1600 แรงม้า แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีระดับสูง สำหรับแฟนรถในไทยแม้ว่ารถซูเปอร์คาร์เช่นนี้จะไม่สามารถแสดงสมรรถนะได้เต็มที่บนถนนทั่วไป แต่ประเทศไทยก็มีโชว์รูมรถหรูและกิจกรรมในสนามแข่งที่เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสรถระดับท็อปเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ตลาดรถยนต์ไทยในช่วงหลังมีความต้องการรถสมรรถนะสูงเพิ่มมากขึ้น หลายแบรนด์อย่างเฟอร์รารี ลัมโบร์กินี และปอร์เช ได้ตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในกรุงเทพเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น นอกจากนี้วัฒนธรรมการแต่งรถในไทยยังได้รับความนิยม เจ้าของรถจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปรับแต่งรถอย่างถูกกฎหมายเพื่อเพิ่มสมรรถนะ แต่จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายจราจรและขับขี่อย่างปลอดภัย
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
แบรนด์รถยนต์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในปี 2024 คือ Toyota ใช่ไหม?
จากรายงานความน่าเชื่อถือของรถยนต์ทั่วโลกปี 2024 โตโยต้ายังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในตลาดประเทศไทย ความทนทานที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและอัตราการเสียหายที่ต่ำแสดงผลงานโดดเด่นในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย โดยเฉพาะระบบเครื่องยนต์และเกียร์ของรุ่นอย่างคอร์ลลาและยาริสที่ปรับตัวได้ดี ค่าซ่อมก็ไม่สูงเกินไป ในไทย โตโยต้ามีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและบริการหลังการขายที่ครบครัน อะไหล่ก็มีพร้อม ทำให้สะดวกสบายสำหรับเจ้าของรถ นอกจากนี้โตโยต้ายังนำหน้าในเทคโนโลยีไฮบริด รุ่นอย่างคอร์ลลา ครอส ไฮบริดได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในไทย เพราะไม่เพียงประหยัดน้ำมัน แต่ยังสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมยานพาหนะรักษ์สิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทย แบรนด์อื่นอย่างฮอนด้าหรือมาสด้าก็มีความน่าเชื่อถือดี แต่จุดแข็งโดยรวมของโตโยต้ายังเหนือกว่า โดยเฉพาะในเรื่องอัตราการรักษามูลค่าและค่าใช้จ่ายระยะยาว สำหรับผู้บริโภคไทย การเลือกโตโยต้าไม่เพียงให้ประสบการณ์ขับขี่ที่น่าเชื่อถือในชีวิตประจำวัน แต่ยังช่วยรักษามูลค่าซื้อขายต่อได้ดี ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ควรพิจารณา
Q
“โตโยต้ารุ่นใดบ้างที่ถูกเรียกคืนในปี 2024?”
ในปี 2024 การเรียกตรวจของโตโยต้าในตลาดไทยครอบคลุมรถบางรุ่นที่เป็นไฮบริดซึ่งพบปัญหาระบบแบตเตอรี่ และรถกระบะบางรุ่นที่มีความเสี่ยงของเพลาขับ รุ่นที่เกี่ยวข้องได้แก่ Corolla Cross HEV และ Hilux การเรียกตรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่อาจมีความเสี่ยงโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ เจ้าของรถสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ Toyota Thailand โดยกรอกหมายเลขตัวถังหรือสามารถติดต่อผู้แทนจำหน่ายในพื้นที่เพื่อนัดหมายตรวจสอบได้ การเรียกตรวจถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้ผลิตและเป็นขั้นตอนปกติของการรับประกันคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก กรมการขนส่งทางบกของไทยยังได้กำหนดให้ผู้ผลิตปฏิบัติตามขั้นตอนการเรียกตรวจอย่างเคร่งครัด สำหรับการดูแลแบตเตอรี่ของรถไฮบริด แนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบระบบระบายความร้อนอย่างสม่ำเสมอในสภาพอากาศร้อนของไทย ส่วนผู้ใช้รถกระบะควรใส่ใจหากมีเสียงผิดปกติจากระบบส่งกำลัง หากพบอาการที่ตรงกับประกาศเรียกตรวจควรติดต่อศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตทันที งานซ่อมทั้งหมดในขอบเขตการเรียกตรวจจะไม่มีค่าใช้จ่าย โตโยต้า ประเทศไทยยังมีบริการแจ้งเตือนความคืบหน้าผ่านข้อความ SMS โดยเจ้าของรถสามารถลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์กับผู้แทนจำหน่ายเพื่อรับข้อมูลล่าสุดได้
Q
เครื่องยนต์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในปี 2024 คืออะไร
หนึ่งในเครื่องยนต์ที่เชื่อถือได้มากที่สุดในปี 2024 คือเครื่องยนต์ตระกูล Dynamic Force ของโตโยต้า โดยเฉพาะเครื่องยนต์เบนซิน 25 ลิตร 4 สูบแบบธรรมดาที่ให้ทั้งประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน กำลังขับที่ดี และความทนทาน เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและการจราจรหนาแน่นของไทย อีกทั้งยังมีค่าบำรุงรักษาต่ำและอะไหล่หาง่าย เครื่องยนต์ 15 ลิตร VTEC Turbo ของฮอนด้าก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ ผสานทั้งสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน ตอบโจทย์ความต้องการรถ SUV ขนาดเล็กและรถเก๋งของผู้บริโภคชาวไทย ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล 4JJ3 TCX ของอีซูซุโดดเด่นในรถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ มีความทนทานต่อความร้อนและการบรรทุกหนัก ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดไทย การเลือกเครื่องยนต์นอกจากความน่าเชื่อถือแล้วควรพิจารณาการบริการหลังการขายในประเทศ ความเหมาะสมกับเชื้อเพลิง และต้นทุนการใช้งานระยะยาว สภาพอากาศร้อนและฝนตกชุกของไทยสร้างความท้าทายต่อระบบระบายความร้อนและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอและการใช้น้ำมันคุณภาพได้มาตรฐานสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมาก
Q
ปัญหาคุณภาพของโตโยต้าในปี 2024 คืออะไร?
ปี 2024 ประเด็นด้านคุณภาพที่โตโยต้าให้ความสำคัญในตลาดไทยมุ่งไปที่การอัปเกรดซอฟต์แวร์ของระบบไฮบริดบางรุ่นและการเพิ่มเสถียรภาพของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โตโยต้า ประเทศไทยได้ประกาศแผนเรียกตรวจเชิงป้องกันในบางรุ่นโดยเฉพาะปัญหาความล่าช้าของระบบอินโฟเทนเมนต์ที่อาจเกิดขึ้นในสภาพอากาศร้อนและชื้นของไทย ซึ่งได้รับการแก้ไขแล้วด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ สิ่งที่น่าสนใจคือประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโตโยต้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รถรุ่นยอดนิยมที่ผลิตในประเทศเช่น Hilux Revo และ Corolla Cross ใช้มาตรฐานการผลิตเดียวกับระดับโลก โรงงานในไทยยังมีสายการตรวจสอบอัตโนมัติที่ช่วยควบคุมคุณภาพการประกอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับความทนทานของแบตเตอรี่ โตโยต้าในไทยมอบการรับประกันแบตเตอรี่รถไฮบริดยาวนานถึง 10 ปีหรือ 300000 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดกฎหมายไทยที่ 5 ปีอย่างมาก แนะนำให้เจ้าของรถตรวจสอบสถานะการเรียกตรวจด้วยการกรอกหมายเลข VIN บนเว็บไซต์ Toyota Thailand และเลือกเข้ารับบริการที่ศูนย์ซ่อมมาตรฐานของโตโยต้าเพื่อให้อัปเดตซอฟต์แวร์และคงสมรรถนะของรถให้อยู่ในสภาพดีที่สุดเสมอ
Q
เครื่องยนต์ของโตโยต้าที่ดีที่สุดในปี 2024 คืออะไร?
สำหรับปี 2024 เครื่องยนต์ที่ดีที่สุดของโตโยต้าต้องยกให้ระบบไฮบริด 2.5L A25A-FKS จากซีรีส์ Dynamic Force แน่นอน เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกติดตั้งอย่างแพร่หลายในตลาดไทย ทั้งในรถยนต์ยอดนิยมอย่าง Corolla Cross HEV และ Camry HEV ด้วยประสิทธิภาพความร้อนสูงถึง 41% ที่ถือเป็นมาตรฐานของวงการ พิเศษเหมาะกับสภาพอากาศร้อนของไทยที่ต้องการประหยัดน้ำมัน ส่วนระบบเกียร์ ECVT ก็ช่วยให้การเปลี่ยนระหว่างพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันราบรื่น อีกจุดที่ควรรู้ ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตโตโยต้าในอาเซียน เครื่องยนต์ไฮบริด 1.8L 2ZR-FXE ที่ผลิตในประเทศ (เช่นใน Prius) ก็แสดงผลงานดีไม่แพ้ แถมค่าบำรุงรักษาถูกกว่าและเหมาะกับน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพในไทย ส่วนด้านเทอร์โบชาร์จ โตโยต้ายังมีนวัตกรรมใหม่ เช่น เครื่องยนต์ดีเซล 2.8L 1GD-FTV ใน Hilux Revo Rocco ที่ให้แรงบิดสูงแม้รอบต่ำ เหมาะกับพื้นที่ภูเขาและการขนส่งของไทย คำแนะนำสำหรับคนไทยเวลาจะเลือกเครื่องยนต์ นอกจากสเปคแล้ว ควรดูเรื่องบริการหลังการขายด้วย โตโยต้ามีเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วไทย ซึ่งสำคัญมากสำหรับการบำรุงรักษาระยะยาว
Q
รถยนต์โตโยต้าที่ขายดีที่สุดในปี 2024 คือรุ่นอะไร?
ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2024 คาดว่า Toyota Hilux Revo ยังคงเป็นรุ่นยอดนิยมที่ขายดีที่สุด ด้วยความทนทาน การใช้งานหลากหลาย และราคาที่คุ้มค่า ทำให้ปิกอัพตัวนี้ครองแชมป์ยอดขายมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการใช้งานทั้งในชนบทและเมืองใหญ่ของไทย เครื่องยนต์ดีเซลที่ประหยัดน้ำมันและความสามารถในการขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นจุดแข็งที่คนไทยชื่นชอบ นอกจากนี้ Toyota ยังมีการผลิตภายในประเทศระดับสูง เช่น โรงงานผลิตที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการบริการหลังการขาย นอกจาก Hilux Revo แล้ว Toyota Corolla Cross ก็เป็นอีกตัวเลือกยอดฮิตในตลาดไทย ด้วยการผสมผสานระหว่างความ практиิกของ SUV และเทคโนโลยี Hybrid ที่ช่วยประหยัดน้ำมัน เหมาะสมกับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่มีการจราจรหนาแน่น สิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญเมื่อเลือกซื้อ Toyota คือ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ มูลค่าการขายต่อ และเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ Toyota ครองตำแหน่งผู้นำตลาดในไทย แม้ว่ารัฐบาลไทยจะผลักดันการใช้รถไฟฟ้า และ Toyota มีแผนจะเปิดตัวรุ่นพลังงานสะอาดเพิ่มเติม แต่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงทั่วไปยังคงเป็นตัวเลือกหลักของคนไทยในระยะใกล้นี้
Q
โตโยต้ารุ่นไหนในปี 2024 ที่มีอัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงเร็วที่สุด?
2024 โตโยต้า รุ่นที่ทำอัตราเร่ง 0 ถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้เร็วที่สุดคือ GR Supra โดยเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 30 ลิตร 6 สูบเรียง เทอร์โบชาร์จ ที่ใช้เวลาเพียงประมาณ 39 วินาทีในการเร่งจาก 0 ถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง รถรุ่นนี้มาพร้อมการปรับแต่งแชสซีอย่างแม่นยำและระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่สามารถคงประสิทธิภาพได้อย่างมั่นคงแม้ในสภาพอากาศร้อนของไทย เหมาะสำหรับการขับบนทางด่วนรอบกรุงเทพหรือถนนขึ้นเขาที่พัทยา นอกจากนี้รถตระกูล GR ของโตโยต้าได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบรถสมรรถนะสูงในไทย ไม่ว่าจะเป็น GR Supra หรือ GR Yaris ที่มีตัวถังขนาดกะทัดรัดและพลังเครื่องที่ดุดัน สำหรับผู้บริโภคชาวไทยในการเลือกรถสมรรถนะสูงนอกจากตัวเลขอัตราเร่งแล้วยังต้องพิจารณาการบริการหลังการขายในประเทศ ความเหมาะสมของเชื้อเพลิงเช่นเบนซินออกเทน 95 และผลกระทบของสภาพอากาศชื้นต่อการดูแลรักษารถ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานระยะยาว
Q
2024 GR Corolla มีแรงม้ากี่ตัว?
รถโตโยต้า GR Corolla รุ่นปี 2024 มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 3 สูบ เทอร์โบชาร์จ ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 300 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ทำงานคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ GR-FOUR แบบเต็มเวลา ทำให้การขับขี่สมรรถนะสูงแบบนี้เหมาะมากกับสภาพถนนหลากหลายและภูมิประเทศเป็นภูเขาในไทย แค่พูดถึงแรงก็สุดแล้ว แต่ยังควบคุมง่ายด้วย โดยเฉพาะในเมืองไทยทั้งสภาพการจราจรติดขัดหรือถนนคดเคี้ยวตามไหล่เขาก็ขับได้ลื่นปรื๊ด รถรุ่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ประสิทธิภาพสูง Gazoo Racing จากโตโยต้า ที่สืบทอด DNA จากสนามแข่งแต่ยังใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เหมาะสุดๆ สำหรับคนไทยที่ชอบความมันส์ในการขับ ขนาดตัวที่กะทัดรัดบวกกับระบบสี่ล้อยังช่วยให้เกาะถนนได้ดีแม้ในช่วงหน้าฝนที่ถนนลื่น ช่วยให้มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยได้เต็มที่ ถ้าคุณกำลังมองหาแฮทช์แบคสมรรถนะสูงที่คุ้มค่าเงิน GR Corolla นี่ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะทั้งราคาและค่าดูแลในไทยก็สมเหตุสมผล ไม่แพงเกินไปสำหรับรถสเปคนี้
Q
เวลา 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงสำหรับ Toyota Corolla GR 2024 คือเท่าไหร่?
รถโตโยต้า โคโรลลา GR รุ่นปี 2024 ที่วางขายในไทย สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 0-96 กม./ชม.) ได้ภายใน 5.5 วินาที โมเดลสมรรถนะสูงนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 3 สูบ เทอร์โบชาร์จ ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 300 แรงม้า ทำงานคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ GR-FOUR แบบเต็มเวลาที่ตอบโจทย์ทั้งถนนคดเคี้ยวแถบภูเขาและทางด่วนในเมืองของไทยพอดี ในสภาพอากาศร้อนๆ แบบบ้านเรา เจ้าของรถควรตรวจสอบระบบระบายความร้อนและเทอร์โบ增压器เป็นประจำเพื่อรักษาสมรรถนะของรถให้คงที่ โคโรลลา GR ถูกตั้งค่าซัสเพนชันแบบสปอร์ตที่ค่อนข้างแข็ง ทำให้อาจรู้สึกสะเทือนบ้างเวลาขับบนถนนบางสายในกรุงเทพฯ ที่ผิวทางไม่เรียบนัก แต่ด้วยระบบพวงมาลัยที่แม่นยำและการยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยม จะทำให้คุณสนุกสนานได้เต็มที่ทั้งบนเส้นทางภูเขาทางเหนือหรือแม้แต่ในวันลงสนามแข่ง ที่น่าสนใจคือราคาขายในตลาดไทยอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านบาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับรถสปอร์ตยุโรปในระดับเดียวกัน แถมโตโยต้ายังมีเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุมและอะไหล่พร้อมให้บริการเสมอ จุดแข็งนี้สำคัญมากสำหรับคนไทยที่ใส่ใจประสบการณ์การใช้รถในระยะยาว
Q
ราคา Toyota Corolla GR ปี 2024 อยู่ที่เท่าไร?
รถโตโยต้า Corolla GR รุ่นปี 2024 ราคาเริ่มต้นที่ 1,699,000 บาทในไทย (ราคาอาจแตกต่างกันไปตามระดับเครื่องยนต์ ออปชั่นเสริม และโปรโมชั่นจากตัวแทนจำหน่าย) รุ่นสเปคจัดเต็มนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 3 สูบ เทอร์โบชาร์จ ให้แรงม้าสูงสุดถึง 300 แรงม้า แถมให้เลือกได้ว่าจะใช้เกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรือเกียร์ออโต้ 8 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ GR-Four ที่ช่วยให้การควบคุมทรงตัวดีแม้ต้องเจอกับสภาพถนนไทยทั้งร้อนทั้งฝน ต้องบอกเลยว่าราคารถสปอร์ตในไทยจะสูงกว่าตลาดญี่ปุ่นหรืออเมริกาประมาณ 20-30% เพราะเรื่องภาษีนำเข้าที่คิดสูงอยู่หน่อย แต่ถ้าพูดถึงความคุ้มค่า Corolla GR นี่ถือว่าใช่เลยทั้งขับใช้ประจำวันและลงสนามแข่งได้สนุก แถมศูนย์บริการโตโยต้าในไทยก็เยอะ อะไหล่ก็หาง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องหลังการขาย ส่วนคู่แข่งในตลาดก็จะมี Honda Civic Type R กับ Volkswagen Golf GTI แต่ด้วยความที่โตโยต้าเป็นที่นิยมและเชื่อถือได้ในไทย ทำให้ Corolla GR นี่เป็นตัวท็อปๆในตลาดรถฮอตแฮทช์เลยทีเดียว ถ้าสนใจจริงๆ แนะนำให้โทรไปถามราคาอัปเดตและนัดทดลองขับที่ตัวแทนจำหน่ายโตโยต้าที่น่าเชื่อถือได้เลยครับ
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

ประสิทธิภาพสูงสำหรับประสบการณ์ขับขี่ที่น่าตื่นเต้น
การออกแบบรถแชตช์เบ็กที่ใช้งานได้จริงสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน
สไตล์การออกแบบที่แกร่งขันทำให้รถเด่นจากรถอื่น
การปรับแต่งโครงรถยกระดับเพื่อการควบคุมที่ดีขึ้น

ข้อเสีย

ไม่มีวางจำหน่ายในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร
เมื่อเทียบกันแล้ว GR Yaris อาจคล่องตัวมากกว่า
ราคาค่อนข้างสูง อาจไม่เหมาะกับทุกคน
ผู้ใช้บางคนรู้สึกว่าพื้นที่เบาะหลังค่อนข้างแคบ

Q&A ล่าสุด

Q
รถ Honda City ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเท่าไร?
ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของ Honda City ขึ้นอยู่กับรุ่นและเวอร์ชันของรถ รุ่น City Hatchback ที่ปรับโฉมใหม่สำหรับตลาดไทย รุ่นเชื้อเพลิงด้วยเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร VTEC ทอร์โบ มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 23.3 กม./ลิตร ส่วนรุ่น e:HEV ไฮบริดน้ำมัน-ไฟฟ้า 1.5 ลิตร มีประสิทธิภาพดีกว่า ที่ 27.8 กม./ลิตร นอกจากนี้ รุ่นเบนซินเกียร์อัตโนมัติปี 2018 มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันตามมาตรฐานประมาณ 5.4-5.8 ลิตร/100 กม. ส่วนรุ่นเกียร์ธรรมดามีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำกว่า ประมาณ 4-5 ลิตร/100 กม. รุ่นไฮบริดด้วยการช่วยเหลือจากมอเตอร์ไฟฟ้า สามารถลดการสิ้นเปลืองน้ำมันได้มากขึ้นในสภาพการจราจรที่ติดขัด ในบางการทดสอบ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรุ่นไฮบริดต่ำกว่า 3 ลิตร/100 กม. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสิ้นเปลืองน้ำมัน ได้แก่ นิสัยการขับขี่ สภาพถนน และการบำรุงรักษารถ การขับขี่อย่างนุ่มนวล หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกระทันหัน การบำรุงรักษารถอย่างสม่ำเสมอ การใช้เครื่องปรับอากาศและโหมด ECON อย่างเหมาะสม ล้วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้ ความแตกต่างของอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันระหว่างรุ่นที่ใช้พลังงานต่างกัน แสดงถึงการพัฒนาประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผู้บริโภคสามารถเลือกรุ่นที่เหมาะสมตามการใช้งานประจำวัน โดยรุ่นเชื้อเพลิงเหมาะสำหรับผู้ที่เน้นการตอบสนองของกำลังขับ ส่วนรุ่นไฮบริดเหมาะสำหรับผู้ที่สัญจรในเมืองบ่อยครั้ง ช่วยรักษากำลังขับในขณะที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น
Q
วิธีการคำนวณราคาน้ำมันมีอะไรบ้าง?
การคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงในประเทศไทยส่วนใหญ่ประกอบด้วยสองส่วนคือ ค่าเชื้อเพลิงโดยตรง และค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง สำหรับการคำนวณค่าเชื้อเพลิงโดยตรง โดยใช้แก๊สโซฮอล 95# เป็นตัวอย่าง ราคาปัจจุบันประมาณ 50 บาท/ลิตร ค่าเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรของรถสามารถคำนวณได้จากสูตร "ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง × อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่อ 100 กิโลเมตร ÷ 100" เช่น รถบ้าน (RV) ที่มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 12 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ค่าเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรจะเป็น 50 × 12 ÷ 100 = 6 บาท สำหรับการคำนวณค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงในสถานการณ์ขนส่ง จำเป็นต้องยืนยันอัตราค่าธรรมเนียมของเดือนนั้นก่อน (อัตรานี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ของแต่ละเดือน และอัปเดตเป็นรายเดือน โดยอ้างอิงจากราคาน้ำมันเครื่องบินต่อแกลลอนในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐอเมริกาในช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ที่ประกาศโดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ) จากนั้นนำค่าขนส่งพื้นฐานมาคูณกับอัตราค่าธรรมเนียมเพื่อได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายรวมคือค่าขนส่งพื้นฐานบวกกับค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เช่น เมื่อค่าขนส่งพื้นฐานเป็น 100 บาท และอัตราค่าธรรมเนียมเป็น 13% ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจะเป็น 13 บาท และค่าใช้จ่ายรวมจะเป็น 113 บาท นอกจากนี้ สำหรับการเดินทางด้วยรถส่วนตัว สามารถตรวจสอบตำแหน่งสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทย (มีสถานีบริการทุก 50-100 กิโลเมตร) ร่วมกับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรถเพื่อวางแผนจุดเติมน้ำมันล่วงหน้า และควบคุมค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงระหว่างเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นระบบบริการตนเองทั้งหมด ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเติมน้ำมันได้อย่างสะดวก
Q
วิธีดูว่ารถของคุณกำลังใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเท่าไหร่
การตรวจสอบการใช้น้ำมันของรถยนต์สามารถทำได้หลายวิธี: วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการใช้แผงหน้าปัดรถยนต์ รุ่นรถส่วนใหญ่จะแสดงค่าการใช้น้ำมันขณะขับขี่และค่าเฉลี่ยการใช้น้ำมัน โดยค่าการใช้น้ำมันขณะขับขี่สะท้อนการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในสภาวะการขับขี่ปัจจุบัน ส่วนค่าเฉลี่ยการใช้น้ำมันแสดงถึงระดับการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยรวมในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งสามารถสลับดูได้โดยใช้ปุ่มที่พวงมาลัยหรือปุ่มบนแผงหน้าปัด หากต้องการข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น สามารถคำนวณด้วยตนเองโดยบันทึกปริมาณน้ำมันที่เติมและระยะทางปัจจุบันเมื่อเติมน้ำมัน แล้วในครั้งถัดไปให้นำปริมาณน้ำมันที่เติมมาหารด้วยผลต่างของระยะทางสองครั้งแล้วคูณด้วย 100 ก็จะได้ค่าการใช้น้ำมันต่อ 100 กิโลเมตร นอกจากนี้ คอมพิวเตอร์ขับขี่หรือระบบสารสนเทศบันเทิงในรถบางรุ่นยังสามารถให้ข้อมูลการใช้น้ำมันอย่างละเอียดได้ และบางยี่ห้อยังรองรับการตรวจสอบการใช้น้ำมันและเส้นทางการขับขี่จากระยะไกลผ่านแอปพลิเคชันมือถือ คู่มือรถยนต์ก็จะระบุค่าการใช้น้ำมันตามทฤษฎีและวิธีการตรวจสอบอ้างอิงไว้ด้วย การเข้าใจค่าการใช้น้ำมันจะช่วยในการวางแผนวิธีการขับขี่อย่างเหมาะสมเพื่อลดต้นทุน เช่น การขับขี่อย่างนุ่มนวลหลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกระทันหัน รักษาความเร็วประหยัดน้ำมันที่ 60-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และการบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอก็ช่วยรักษาประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่ดีได้
Q
สูตรคำนวณค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงของรถยนต์คืออะไร?
สูตรการคำนวณต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์คือ ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงรวม = ราคาต่อลิตรของเชื้อเพลิง (บาท/ลิตร) × อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตรของรถ (ลิตร/100 กม.) × ระยะทางที่เดินทาง (กิโลเมตร) ÷ 100 หากต้องการคำนวณต้นทุนเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตร ก็จะเป็น ราคาต่อลิตรของเชื้อเพลิง × อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตร ÷ 100 ในการใช้งานจริง จำเป็นต้องคำนวณโดยอิงจากราคาปัจจุบันของเชื้อเพลิงและอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจริงของรถ ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันเบนซิน 95# เมื่อเร็วๆ นี้ประมาณ 50 บาท/ลิตร หากรถมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่อ 100 กิโลเมตร 12 ลิตร ต้นทุนเชื้อเพลิงต่อกิโลเมตรก็จะเป็น 50×12÷100 = 6 บาท นอกจากนี้ ต้นทุนของเชื้อเพลิงแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน เช่น รถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ มีต้นทุนการใช้พลังงานต่อกิโลเมตรประมาณ 1 บาท ซึ่งเป็นเพียงประมาณ 1/3 ของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเท่านั้น ปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดเครื่องยนต์ (ซีซี) นิสัยการขับขี่ ฯลฯ ก็ยังส่งผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเปลี่ยนแปลงไป โดยรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่ามักจะมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงกว่า และในการขับขี่ประจำวัน การขับขี่อย่างนุ่มนวลสามารถลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง
Q
"เชื้อเพลิง 'con' คืออะไร?"
"อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง" โดยทั่วไปหมายถึงอัตราส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่รถยนต์ใช้ในการเดินทางในระยะทางที่กำหนด โดยปกติจะวัดเป็นลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ลิตร/100 กม.) หรือกิโลเมตรต่อลิตร (กม./ลิตร) และเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญของประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์ ในระดับท้องถิ่น ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสำคัญกับข้อมูลนี้เมื่อซื้อรถยนต์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีเครื่องยนต์ น้ำหนักรถยนต์ พฤติกรรมการขับขี่ และสภาพถนน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฮบริดหรือรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จมักจะมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่า นอกจากนี้ การบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ เช่น การเปลี่ยนไส้กรองอากาศและการรักษาระดับแรงดันลมยางให้เหมาะสม ก็สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น เจ้าของรถยนต์จำนวนมากขึ้นจึงหันมาสนใจรถยนต์ประหยัดพลังงานหรือรถยนต์พลังงานทางเลือก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่ารถยนต์รุ่นเหล่านี้อาจมีราคาซื้อเริ่มต้นที่สูงกว่า แต่ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมากในระยะยาว การเข้าใจอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงแต่ช่วยในการเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ เช่น หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกะทันหัน และรักษาระดับความเร็วให้คงที่
ดูเพิ่มเติม