Q

เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิของ Honda Jazz อยู่ที่ไหน?

สำหรับรถ Honda Jazz (หรือที่บางตลาดเรียกว่า Fit) ที่จำหน่ายในประเทศไทย เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิจะอยู่บริเวณช่องเครื่องยนต์ โดยทั่วไปแล้วจะอยู่ใกล้กับท่อร่วมไอดีหรือด้านหน้าของหม้อน้ำ ทำหน้าที่ตรวจสอบอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นและส่งข้อมูลไปยัง ECU เพื่อปรับสมรรถนะเครื่องยนต์ให้เหมาะสม โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของไทย เซ็นเซอร์นี้มีความสำคัญมาก ควรตรวจสอบเป็นประจำเพราะความร้อนสูงอาจทำให้ค่าที่อ่านได้ผิดปกติ พูดให้กว้างขึ้น เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิในประเทศร้อนชื้นอย่างไทยมีความสำคัญมากๆ ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความประหยัดน้ำมันเครื่องยนต์ด้วย ถ้าสังเกตว่าเกจวัดอุณหภูมิน้ำทำงานผิดปกติหรือแอร์เย็นไม่พอ ให้ตรวจสอบส่วนนี้เป็นอันดับแรก นอกจากนี้ความชื้นในไทยอาจทำให้ขั้วต่อเซ็นเซอร์เกิดออกซิไดซ์ได้เร็ว ระหว่างการบำรุงรักษาสามารถให้ช่างใช้สเปรย์ทำความสะอาดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดูแลจุดต่อได้ สำหรับเจ้าของรุ่น 1.5 ลิตร i-VTEC ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเครื่องยนต์นี้ไวต่ออุณหภูมิมาก หากเซ็นเซอร์มีปัญหาอาจทำให้ระบบเข้าสู่โหมดป้องกันและส่งผลให้กำลังลดลง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นบ่อยในสภาพการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ แนะนำให้ใช้อะไหล่แท้จากศูนย์เพื่อความเข้ากันได้ของระบบ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto

Q&A เกี่ยวข้อง

Q
ข้อเสียของ Honda Jazz คืออะไร
Honda Jazz ในฐานะรถยนต์แฮทช์แบ็กขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมในตลาดไทยนั้น จุดด้อยหลัก ๆ อยู่ที่พื้นที่ภายในและสมรรถนะของเครื่องยนต์ แม้ว่า Jazz จะมีการออกแบบที่โดดเด่นด้วยฟังก์ชัน Magic Seat แต่ในสภาพอากาศร้อนของไทย พื้นที่ขาเบาะหลังอาจรู้สึกคับแคบสำหรับผู้โดยสารที่สูงโดยเฉพาะเมื่อเดินทางไกล นอกจากนี้ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แบบดูดอากาศธรรมชาติ เมื่อใช้งานในเส้นทางภูเขาหรือเมื่อต้องบรรทุกเต็มที่ การเร่งความเร็วอาจรู้สึกไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเวลาที่เปิดแอร์เต็มกำลังจะเห็นการลดทอนของพละกำลังและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการเก็บเสียงเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เสียงลมและเสียงยางจะค่อนข้างเด่น ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคที่เน้นความเงียบสงบรู้สึกไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเหล่านี้เป็นเรื่องที่พิจารณาในบริบทของการจัดวางตำแหน่งรถยนต์รุ่นนี้ โดยเมื่อพิจารณาถึงความคล่องตัวในการขับขี่ในเมืองและความประหยัดน้ำมัน รวมถึงสภาพการจราจรที่หนาแน่นในไทย Jazz ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการใช้งานในเมือง ผู้บริโภคในไทยสามารถชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียตามความต้องการส่วนตัว หากต้องการรถที่เหมาะกับการเดินทางแบบครอบครัวหรือสมรรถนะที่แรงขึ้น อาจพิจารณารถรุ่นอื่นในระดับเดียวกันเป็นทางเลือกเพิ่มเติมได้
Q
Honda Jazz อยู่ในกลุ่มตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก
Honda Jazz ในตลาดรถยนต์ของประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่ม B-Segment หรือที่เรียกว่ารถยนต์ขนาดเล็ก (Subcompact Car) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เน้นการใช้งานในเมืองและครอบครัวในชีวิตประจำวัน โดยมีจุดเด่นที่ขนาดตัวถังกะทัดรัด ประหยัดน้ำมัน และออกแบบพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว Honda Jazz มีฟังก์ชัน Magic Seat ที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายในการจัดเก็บสัมภาระ เหมาะอย่างยิ่งกับการขับขี่ในเมืองใหญ่ที่การจราจรหนาแน่น เช่น กรุงเทพฯ ขณะที่เครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังขับเคลื่อนที่นุ่มนวลและเหมาะสมกับสภาพถนนของไทย กลุ่ม B-Segment ในไทยยังมีคู่แข่งที่ได้รับความนิยมอย่าง Toyota Yaris และ Mazda2 ซึ่งเน้นความประหยัดและใช้งานได้จริง ผู้บริโภคจึงมักเลือกตามความชอบในแบรนด์ ฟีเจอร์ และบริการหลังการขาย ความต้องการรถยนต์ขนาดเล็กในไทยยังคงสูงเนื่องจากราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ต้นทุนการบำรุงรักษาต่ำ และเหมาะกับถนนที่ค่อนข้างแคบ Honda Jazz จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในกลุ่มนี้ด้วยความน่าเชื่อถือและอัตราการเก็บมูลค่าที่ดี
Q
มูลค่าการขายต่อของ Honda Jazz คืออะไร
ในตลาดประเทศไทย Honda Jazz ถือเป็นรถมือสองที่มีอัตราการคงมูลค่อนข้างดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือคุณภาพที่เชื่อถือได้ ความประหยัดน้ำมัน และภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ Honda ในประเทศไทย จากข้อมูลในอุตสาหกรรมพบว่า Jazz ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปีมักมีอัตราการคงมูลอยู่ที่ประมาณ 60% - 70% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ระดับอุปกรณ์ และประวัติการบำรุงรักษา สำหรับประเทศไทยซึ่งมีถนนในเมืองที่แออัดและราคาน้ำมันสูง รถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานอย่าง Jazz จึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่ Honda มีฐานการผลิตในประเทศ ทำให้ชิ้นส่วนอะไหล่หาได้ง่ายและค่าบำรุงรักษาไม่สูง จึงช่วยเพิ่มมูลค่าของรถมือสองได้อีกทาง หนึ่งในแนวโน้มสำคัญคือ Jazz รุ่นไฮบริดเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในไทย ซึ่งมักมีมูลค่าขายต่อสูงกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินแบบธรรมดา แนะนำให้เจ้าของรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอและเก็บเอกสารประวัติการบำรุงรักษาไว้ให้ครบถ้วน เพราะสามารถช่วยเพิ่มราคาขายต่อได้ นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยมักนิยมรถสีโทนกลางอย่างสีขาวหรือสีเงิน ซึ่งขายต่อได้ง่ายกว่า หากต้องการทราบราคาประเมินที่แม่นยำมากขึ้น ควรอ้างอิงจากคู่มือราคารถมือสองของสมาคมรถยนต์ในประเทศไทย หรือปรึกษากับตัวแทนจำหน่ายรถมือสองที่เชื่อถือได้ในพื้นที่
Q
ฮอนด้า แจ๊ส มีกี่ซีซี
Honda Jazz ที่วางจำหน่ายในตลาดประเทศไทยส่วนใหญ่ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินแบบดูดอากาศธรรมดาขนาด 1.5 ลิตร มีปริมาตรกระบอกสูบ 1497 ซีซี โดยเครื่องยนต์รุ่นนี้ขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพสูงและความประหยัดน้ำมัน เหมาะกับสภาพการจราจรในเมืองที่มีการหยุด-เคลื่อนบ่อยครั้งในประเทศไทย อีกทั้งยังจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ที่ช่วยให้การขับขี่ลื่นไหลยิ่งขึ้น Jazz ถือเป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่คุ้มค่าและได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการรถสำหรับใช้งานในครอบครัวหรือเดินทางในเมือง จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ที่ขนาดตัวรถที่คล่องตัวแต่ภายในกว้างขวาง นอกจากนี้ผู้บริโภคยังควรพิจารณาเทคโนโลยีเครื่องยนต์เพิ่มเติม เช่น ระบบ i-VTEC ของ Honda ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลังและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ทั้งนี้มาตรฐานมลพิษในไทย เช่น Euro 5 ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผู้ซื้อควรตรวจสอบ รวมถึงต้นทุนการใช้งานในระยะยาว ซึ่งมีผลต่อประสบการณ์การขับขี่และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถยนต์
Q
เครื่องยนต์ใน Honda Jazz คืออะไร
Honda Jazz ในตลาดประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร i-VTEC แบบดูดอากาศธรรมดา มาพร้อมเทคโนโลยี VTEC อันเป็นเอกลักษณ์ของ Honda ให้กำลังสูงสุดประมาณ 120 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมัน เหมาะอย่างยิ่งกับการขับขี่ในสภาพการจราจรติดขัดของกรุงเทพฯ รุ่น RS ที่วางจำหน่ายในไทยยังได้รับการจูนให้ตอบสนองเร็วขึ้นแต่ยังคงประหยัดน้ำมันที่ประมาณ 5.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร สำหรับสภาพอากาศร้อนในไทย เครื่องยนต์รุ่นนี้มาพร้อมระบบระบายความร้อนที่ได้รับการปรับปรุงโดยเฉพาะ และระบบปรับอากาศที่ปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเขตร้อน ช่วยให้การขับขี่ในระยะทางไกลมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น จุดเด่นอีกอย่างคือห้องเครื่องของ Jazz ออกแบบให้กะทัดรัดเพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ตอบโจทย์ผู้ใช้ชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความกว้างขวางภายในรถ ซึ่งสะท้อนแนวคิด MM หรือ “Man-Maximum, Machine-Minimum” ของ Honda ได้อย่างชัดเจน แม้ว่าในอนาคตอาจมีการแนะนำรุ่น e:HEV ไฮบริดตามนโยบายส่งเสริมรถพลังงานสะอาดของรัฐบาลไทย แต่ในปัจจุบัน รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ยังคงเป็นทางเลือกหลักที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยความทนทานและค่าบำรุงรักษาต่ำ เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางในเมือง
Q
ประเภทระบบเกียร์ของ Honda Jazz คืออะไร
ประเภทระบบเกียร์ของ Honda Jazz ในตลาดประเทศไทยจะแตกต่างกันไปตามรุ่นและปีที่ผลิต โดยทั่วไปแล้วรุ่นที่พบได้บ่อยที่สุดคือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งมีจุดเด่นด้านความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์และความประหยัดน้ำมัน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพการจราจรที่แออัดในเมืองของไทย นอกจากนี้ยังมีบางรุ่นเก่าที่ใช้ระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ซึ่งตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบความรู้สึกในการควบคุมรถ ระบบเกียร์ CVT ทำงานด้วยหลักการส่งกำลังแบบไร้ขั้นตอน ช่วยลดอาการกระตุกของเกียร์แบบเดิม และเมื่อรวมกับเทคโนโลยี Earth Dreams ของ Honda ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของไทยและการขับขี่แบบหยุด–ไปบ่อย ๆ อีกทั้งยังได้รับการปรับจูนให้ส่งแรงบิดได้ดีที่รอบต่ำ รองรับการใช้งานบนถนนแคบหรือทางลาดชันได้ดี การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ CVT อย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงการขับขี่ที่ใช้โหลดหนักต่อเนื่องจะช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบเกียร์ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ร้อนและชื้นของประเทศไทย
Q
PCD ขนาดเท่าไรของ Honda Jazz
สำหรับรถฮอนด้า แจ๊ส ในตลาดไทยจะมีขนาด PCD (ระยะวงกลมรูสลักล้อ) แบบ 4x100 หมายความว่าจากรูสลักล้อ 4 รู โดยจุดศูนย์กลางของรูแต่ละรูจะอยู่บนเส้นรอบวงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 มิลลิเมตร ซึ่งสเปคนี้ใช้ร่วมกับรถยนต์ประเภทเอкономี่คาร์และคอมแพคต์คาร์หลายรุ่นในไทย ทำให้เวลาจะเปลี่ยนหรืออัพเกรดล้อ เจ้าของรถมีตัวเลือกที่เข้ากันได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในไทยเราจะพบผู้ผลิตล้อท้องถิ่นและร้านแต่งรถหลายแห่งที่รองรับล้อแบบ 4x100 PCD โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพหรือเชียงใหม่ หาล้อที่เหมาะกับแจ๊สได้ไม่ยาก นอกจาก PCD แล้ว เวลาเลือกล้อต้องดูเรื่องขนาดรูกลางล้อ (CB) และระยะออฟเซ็ต (ET) ด้วย เพื่อให้ล้อที่ติดตั้งแล้วทำงานได้สมบูรณ์กับระบบช่วงล่างและโครงสร้างตัวรถ ป้องกันปัญหาเวลาขับอย่างการสั่นหรือสึกหรอเร็ว ส่วนสภาพอากาศไทยที่ทั้งร้อนและฝนชุก แนะนำให้เลือกวัสดุล้อที่ทั้งเบาและระบายความร้อนดี เช่น อลูมิเนียม จะช่วยประหยัดน้ำมันและช่วยระบายความร้อนให้เบรกได้ดีขึ้น
Q
รถฮอนด้า แจ๊ส มี Apple CarPlay หรือไม่
สำหรับรถฮอนด้า Jazz รุ่นล่าสุดที่วางขายในตลาดไทย (บางตลาดอาจเรียกว่า Fit) แบบรุ่นท็อปนั้นมีการติดตั้งระบบ Apple CarPlay มาให้ด้วย ซึ่งฟีเจอร์นี้ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย เพราะช่วยให้เชื่อมต่อกับ iPhone ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งระบบนำทาง ฟังเพลง หรือโทรศัพท์ แต่ต้องระวังว่ารุ่นและปีการผลิตที่ต่างกันอาจมีสเปกไม่เหมือนกัน แนะนำให้ตรวจสอบรายละเอียดกับโชว์รูมฮอนด้าในไทยก่อนซื้อจริง สำหรับคนไทยแล้ว Apple CarPlay ถือเป็นตัวช่วยชั้นดี โดยเฉพาะในเมืองติดรถติดอย่างกรุงเทพฯ ที่สามารถใช้เสียงสั่งงานผ่าน Siri ลดการเสียสมาธิขณะขับรถได้ ถ้าหากรุ่นของคุณไม่มี CarPlay ติดตั้งมาแต่แรก ในไทยก็มีอู่ติดตั้งรถยนต์มาตรฐานที่สามารถเพิ่มเติมระบบนี้ได้ แต่ควรเลือกอุปกรณ์ที่ผ่านมาตรฐานกฎหมายการขนส่งไทยเพื่อความปลอดภัย นอกจาก CarPlay แล้ว รถใหม่ๆ ในตลาดไทยตอนนี้หลายรุ่นยังรองรับ Android Auto ด้วย ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้ iPhone และ Android โดยฟังก์เจอร์เชื่อมต่อสมาร์ทเหล่านี้กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่คนรุ่นใหม่ในไทยใช้ตัดสินใจเลือกซื้อรถเลยทีเดียว
Q
ยี่ห้อยางรถยนต์ของ Honda Jazz คืออะไร
ยางติดรถจากโรงงานของ Honda Jazz ในตลาดประเทศไทยจะแตกต่างกันตามปีรุ่นและระดับการตกแต่ง โดยทั่วไปจะใช้ยี่ห้อญี่ปุ่นที่พบได้บ่อย เช่น Bridgestone Dunlop หรือ Yokohama ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความนิยมสูงในไทยและเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศ เช่น ยางซีรีส์ ECOPIA ของ Bridgestone ที่เน้นความประหยัดน้ำมันและทนทาน เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง ผู้ใช้รถในไทยควรพิจารณาสภาพอากาศที่มีฝนตกบ่อย โดยแนะนำให้ตรวจสอบค่าการยึดเกาะบนถนนเปียก เช่น ระดับ Traction จากมาตรฐาน UTQG และเนื่องจากสภาพถนนในไทยมีความหลากหลาย จึงควรเลือกยางที่มีความแข็งแรงของแก้มยางที่เหมาะสม หากต้องการเปลี่ยนยางที่ไม่ใช่ของเดิมจากโรงงาน แนะนำให้ตรวจสอบสัญลักษณ์รับรองมาตรฐาน TISI จากกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้มั่นใจว่ายางนั้นปลอดภัยต่อการใช้งานในประเทศไทย ยางแบรนด์ระดับสากล เช่น Michelin ที่มีการผลิตในไทยก็เป็นทางเลือกที่ดี ทั้งในด้านความคุ้มค่าและการบริการหลังการขาย
Q
รถฮอนด้า แจ๊ซ เป็นรถที่ดีหรือไม่ เรียนรู้ข้อดีและข้อเสียที่นี่
รถฮอนด้า แจ๊ส เป็นรถขนาดเล็กที่ขายดีในตลาดไทย ด้วยขนาดตัวรถที่คล่องตัวเหมาะกับสภาพการจราจรติดขัดในเมืองอย่างกรุงเทพฯ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร i-VTEC ประหยัดน้ำมันเหมาะกับราคาน้ำมันที่ค่อนข้างสูงในไทย แถมยังใช้แนวคิด MM (ย่อมากสุด ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด) ทำให้มีพื้นที่เก็บของเยอะกว่าเพื่อนร่วมรุ่น โดยเฉพาะระบบเก้าอี้แบบ Magic Seat ที่ปรับได้ตามต้องการสำหรับของชิ้นใหญ่ ข้อเสียคือเวลาขับเร็วเสียงรบกวนค่อนข้างได้ยินชัด และเมื่อเทียบกับคู่แข่งบางรุ่นอาจขาดฟีเจอร์เทคโนโลยีไปบ้าง สำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย แนะนำให้ตรวจสอบระบบแอร์เป็นประจำเพื่อประสิทธิภาพการทำความเย็น และเนื่องจากถนนไทยค่อนข้างหลากหลายควรระวังเรื่องการป้องกันช่วงล่าง ส่วนเรื่องค่าขายต่อรถฮอนด้าแจ๊สถือว่าคงตัวดี มีศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ สำหรับครอบครัวที่มีงบประมาณประมาณ 6-8 แสนบาทนับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ก่อนซื้อแนะนำให้ลองเปรียบเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในระดับเดียวกันและลองทดลองขับดูให้เหมาะกับความต้องการจริงๆ ของคุณ
  • รถยอดนิยม

  • รุ่นปีรถยนต์

  • เปรียบเทียบรถยนต์

  • รูปภาพรถ

ข้อดี

มีลักษณะทางการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมสำหรับคนรุ่นใหม่
ราคาขายมีความทนทาน, ค่าซ่อมบำรุงไม่สูง
ประหยัดน้ำมัน

ข้อเสีย

กำลังการขับขี่ค่อนข้างอ่อนและไม่เสถียร โดยเฉพาะในการขับขี่ความเร็วสูง
การควบคุมทั่วไปเท่านั้น ความรู้สึกทั้งหมดของชั้นล่างไม่ค่อยแข็งแรง

Q&A ล่าสุด

Q
"ลักษณะสำคัญของเครื่องยนต์ดีเซล 2 จังหวะคืออะไร?"
คุณสมบัติของเครื่องยนต์ดีเซลสองจังหวะส่วนใหญ่ครอบคลุมด้านวัฏจักรการทำงาน การออกแบบโครงสร้าง ประสิทธิภาพการทำงาน และสถานการณ์การใช้งาน เพลาข้อเหวี่ยงสามารถทำงานครบหนึ่งวัฏจักรในการหมุนแต่ละรอบ เมื่อขนาดกระบอกสูบและความเร็วเท่ากัน กำลังขับจริงของเครื่องยนต์แบบไม่อัดเทอร์โบจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.8 เท่าของเครื่องยนต์ดีเซลสี่จังหวะ ทำงานได้นุ่มนวลกว่าและต้องการล้อช่วยหมุนขนาดเล็กกว่า ในด้านโครงสร้าง มักจะไม่มีวาล์วไอดีหรือแม้แต่วาล์วไอเสีย โดยใช้ช่องพอร์ตไลน์และช่องไอเสียที่ด้านล่างกระบอกสูบทำงานร่วมกับลูกสูบเพื่อควบคุมการไหลของอากาศ ต้องมีปั๊มไลน์อากาศพิเศษช่วยในการระบายอากาศ โครงสร้างโดยรวมเรียบง่าย มีจำนวนชิ้นส่วนน้อย ต้นทุนการผลิตและการบำรุงรักษาต่ำ และมีขนาดและน้ำหนักที่น้อยกว่าเครื่องยนต์สี่จังหวะอย่างเห็นได้ชัดที่กำลังเท่ากัน อย่างไรก็ตาม เวลาในการระบายอากาศสั้นกว่า (เพียง 1/3 ของสี่จังหวะ) ทำให้อากาศเก่าและใหม่ผสมกันง่าย ส่งผลให้คุณภาพการระบายอากาศต่ำและปริมาณการใช้อากาศสูง ชิ้นส่วนรอบห้องเผาไหม้มีภาระความร้อนสูง ทำให้ยากต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จความดันสูง บางรุ่นมีปัญหาการปล่อยฝุ่นละอองสูง และไม่เหมาะสำหรับการใช้เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ เครื่องยนต์ประเภทนี้มีความหนาแน่นกำลังสูง เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการกำลังขนาดกะทัดรัดและสภาพการทำงานที่ค่อนข้างง่าย เช่น เรือขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์
Q
กระบอกสูบมีหน้าที่อะไร?
กระบอกสูบเป็นส่วนประกอบหลักอย่างหนึ่งของเครื่องยนต์สันดาปภายใน หน้าที่หลักคือการแปลงพลังงาน โดยเปลี่ยนพลังงานเคมีของเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานกลเพื่อขับเคลื่อนยานพาหนะ กระบอกสูบร่วมกับลูกสูบและฝาสูบประกอบกันเป็นห้องเผาไหม้ ซึ่งอากาศที่ดูดเข้าไปจะผสมกับเชื้อเพลิง และหลังจากจุดระเบิดและเผาไหม้แล้ว จะเกิดก๊าซแรงดันสูงที่ขับเคลื่อนลูกสูบให้เคลื่อนที่แบบไปกลับเป็นเส้นตรง จากนั้นพลังงานนี้จะถูกแปลงเป็นการเคลื่อนที่แบบหมุนของเพลาข้อเหวี่ยงผ่านก้านสูบ ในขณะเดียวกัน กระบอกสูบยังช่วยให้ลูกสูบเคลื่อนที่ได้อย่างเสถียร ทำให้การทำงานของลูกสูบแม่นยำ นอกจากนี้ กระบอกสูบยังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับของเครื่องยนต์ โดยเชื่อมต่อกระบอกสูบเข้ากับห้องข้อเหวี่ยง รับการเคลื่อนที่ของลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง รวมถึงแรงดันก๊าซภายใน ยิ่งไปกว่านั้น กระบอกสูบต้องมีความแข็งแรงและความแข็งแกร่งเพียงพอเพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสียงรบกวน ระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านช่องระบายความร้อนด้วยน้ำโดยรอบเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิการทำงานปกติ และใช้การออกแบบปลอกกระบอกสูบเพื่อเพิ่มความทนทานต่อการสึกหรอและยืดอายุการใช้งาน ในระหว่างรอบการทำงาน กระบอกสูบจะทำหน้าที่ในสี่จังหวะ ได้แก่ การดูด การอัด การเผาไหม้ และการปล่อยไอเสีย อย่างต่อเนื่องเพื่อแปลงพลังงานและทำให้กำลังเครื่องยนต์คงที่
Q
แนวทางในการจุดระเบิดของเครื่องยนต์เบนซิน คืออะไร?
หลักการดำเนินการจุดระเบิดของเครื่องยนต์เบนซินประกอบด้วยสามด้านหลัก ได้แก่ การปฏิบัติตามวิธีการจุดระเบิด ข้อกำหนดประสิทธิภาพของระบบจุดระเบิด และมาตรฐานการปฏิบัติงาน วิธีการจุดระเบิดคือการจุดประกายไฟ (spark ignition) นั่นคือในช่วงสิ้นสุดจังหวะการอัด จะเกิดประกายไฟโดยเครื่องจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อกระตุ้นให้ส่วนผสมของอากาศและเชื้อเพลิงในกระบอกสูบลุกไหม้ เนื่องจากการเผาไหม้ของเบนซินมีความเร็วสูงและไม่เสถียร จึงไม่ใช้วิธีการจุดระเบิดโดยการอัด (compression ignition) ระบบจุดระเบิดต้องเป็นไปตามข้อกำหนดหลักสามประการ ได้แก่ 1. สร้างแรงดันไฟฟ้าสูงพอที่จะเกิดประกายไฟ เช่น ขณะสตาร์ทต้องมีแรงดัน 5,000-8,000 โวลต์ ในกรณีสตาร์ทที่อุณหภูมิต่ำอาจต้องใช้มากกว่า 19 กิโลโวลต์ เพื่อให้แน่ใจว่าประกายไฟสามารถกระโดดข้ามช่องว่างของหัวเทียน 2. มีพลังงานจุดระเบิดที่เพียงพอ ในสภาวะทำงานปกติต้องการ 50-80 มิลลิจูล ในสภาวะพิเศษเช่นการสตาร์ทต้องมีมากกว่า 100 มิลลิจูล เพื่อให้มั่นใจว่าส่วนผสมเชื้อเพลิง-อากาศจะติดไฟได้อย่างน่าเชื่อถือ 3. ควบคุมจังหวะการจุดระเบิดได้อย่างแม่นยำ ต้องปรับมุมจุดระเบิดล่วงหน้า (ignition advance angle) ตามลำดับการทำงานของเครื่องยนต์ (เช่น เครื่องยนต์ 4 สูบมักใช้ลำดับ 1-3-4-2) และสภาวะการทำงาน เพื่อให้เกิดการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพ ในด้านการปฏิบัติงาน ขณะสตาร์ท เวลาจุดระเบิดแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 5 วินาที หากไม่สำเร็จต้องรออย่างน้อย 15 วินาทีก่อนลองใหม่ สำหรับรถยนต์ระบบฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์ เพียงเปิดสวิตช์กุญแจก็สามารถสตาร์ทได้โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ในชีวิตประจำวันต้องรักษาจังหวะการจุดระเบิดที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการน็อกเครื่องยนต์ (engine knocking) และความร้อนสูงเกินไปอันเนื่องมาจากการจุดระเบิดเร็วเกินไป เพื่อรักษาการทำงานที่เสถียรของเครื่องยนต์
Q
ความแตกต่างระหว่าง ดีเซล B7, B10 และ B20 คืออะไร?
ความแตกต่างหลักระหว่างดีเซล B7, B10 และ B20 อยู่ที่อัตราส่วนการผสมไบโอดีเซล: ดีเซล B7 มีไบโอดีเซล 7% และใช้ได้กับรถยนต์ดีเซลรุ่นเก่าและรถยนต์รุ่นยุโรป; ดีเซล B10 มีไบโอดีเซล 10% และถูกกำหนดให้เป็นดีเซลมาตรฐาน เหมาะสำหรับรถยนต์ดีเซลส่วนใหญ่; ดีเซล B20 มีไบโอดีเซล 20% และออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก ในแง่ของแนวโน้มราคา ราคาของทั้งสามประเภทจะลดลงเมื่อปริมาณไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น โดย B20 มีราคาถูกกว่า และ B7 มีราคาแพงกว่าเล็กน้อย การแนะนำดีเซลประเภทเหล่านี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงของยานพาหนะที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาพลังงานชีวภาพ ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสอดคล้องกับแนวโน้มการรักษาสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยมลพิษ เมื่อเลือกใช้ ขอแนะนำให้เลือกประเภทดีเซลที่เหมาะสมตามคู่มือเจ้าของรถหรือคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพการทำงานของรถยนต์ที่เสถียร
Q
มีกระบอกสูบกี่ประเภท? มีกระบอกสูบแบบไหนบ้าง?
เครื่องยนต์รถยนต์มีจำนวนกระบอกสูบอยู่ 7 แบบหลักๆ คือ 3, 4, 5, 6, 8, 10 และ 12 กระบอกสูบ ในแง่ของการจัดเรียง กระบอกสูบสามารถแบ่งออกได้เป็นแบบเรียงแถว (แบบ L), แบบ V, แบบวางนอน และแบบ W กระบอกสูบแบบเรียงแถวมีโครงสร้างที่เรียบง่ายและค่าบำรุงรักษาต่ำ ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไปคือ เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง (เหมาะสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาด 1-2.5 ลิตร) และเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง (ให้ความนุ่มนวลเป็นเลิศ) กระบอกสูบแบบ V แบ่งกระบอกสูบออกเป็นสองกลุ่มเรียงกันในมุมเอียง ทำให้ใช้พื้นที่น้อยลง ตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ V6 (ให้กำลังนุ่มนวล) และ V8 (ให้กำลังสูง) ซึ่งมักใช้ในรถยนต์ระดับกลางถึงระดับสูง หรือรถสปอร์ต กระบอกสูบแบบวางนอนช่วยปรับปรุงการควบคุมรถ และมักพบในรถยนต์สมรรถนะสูงบางรุ่น กระบอกสูบแบบ W มีขนาดกะทัดรัดและทรงพลัง มักใช้ในรถยนต์หรูระดับไฮเอนด์ จำนวนกระบอกสูบที่แตกต่างกันนั้นสัมพันธ์กับความต้องการปริมาตรกระบอกสูบที่แตกต่างกัน: 3 กระบอกสูบเหมาะสำหรับรถยนต์ขนาดเล็กที่มีปริมาตรกระบอกสูบน้อยกว่า 1 ลิตร, 4 กระบอกสูบเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์ครอบครัว, 6 กระบอกสูบใช้สำหรับรุ่นระดับกลางถึงระดับสูงที่มีปริมาตรกระบอกสูบประมาณ 3 ลิตร และ 8 กระบอกสูบขึ้นไปให้กำลังสำหรับรถยนต์หรูหรือรถสปอร์ตที่มีปริมาตรกระบอกสูบ 4 ลิตรขึ้นไป จำนวนกระบอกสูบมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปริมาตรกระบอกสูบและสมรรถนะด้านกำลัง และผู้บริโภคสามารถเลือกรุ่นที่เหมาะสมตามความต้องการของตนเองได้
ดูเพิ่มเติม