รีวิว Mercedes-Benz AMG GT 2017





ในตลาดรถสปอร์ตประสิทธิภาพสูง Mercedes-Benz AMG GT C รุ่นปี 2017 อยู่ระหว่างรุ่นพื้นฐาน AMG GT และรุ่นสำหรับสนามแข่ง AMG GT R โดยเน้นที่ "เครื่องมือความเร็วที่ขับขี่ได้ในชีวิตประจำวัน" มันมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบขนาด 4.0 ลิตรที่สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.7 วินาที และมีการวางโครงขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งให้ทั้งความสนุกในขับขี่อย่างแท้จริงและการผสมผสานที่ลงตัวกับการตั้งค่าความสะดวกสบาย ครั้งนี้จุดประสงค์ของการทดลองขับคือการตรวจสอบว่ามันสามารถสร้างสมดุลระหว่างความเร้าใจในสนามแข่งและการใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริงหรือไม่
ดีไซน์ภายนอกของ AMG GT C ยังคงสัดส่วนคลาสสิกของตระกูลที่มีฝากระโปรงยาวและส่วนท้ายสั้น เส้นสายโดยรวมลื่นไหลและเปี่ยมด้วยพลัง ด้านหน้ามีการออกแบบกระจังหน้ารับอากาศทรงสี่เหลี่ยมคางหมูขนาดใหญ่ ภายในมีซี่โครเมียมแนวตั้งเป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับไฟส่องกลางวันที่เป็น LED ซ้ายขวาที่โฉบเฉี่ยว ซึ่งทำให้มีความสามารถจดจำสูง ด้านข้างตัวรถ ล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและล้อหลังขนาด 20 นิ้ว (ยางหน้าขนาด 265/35 R19 และยางหลังขนาด 305/30 R20) ช่วยเสริมความดึงดูดให้กับมิติรถ เส้นสายด้านล่างประตูขยายจากซุ้มล้อหน้าถึงด้านท้ายรถ ทำให้ดูต่ำและดุดันมากขึ้น ส่วนท้ายรถการออกแบบท่อไอเสีย 4 ท่อแบบสองฝั่งซ้ายขวาเป็นเอกลักษณ์ของ AMG ซึ่งมาพร้อมกับชุดไฟท้าย LED ที่ดูสปอร์ตแต่ไม่หวือหวา อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ AMG GT R ที่เน้นด้านสนามแข่ง AMG GT C ไม่มีชุดแอโรไดนามิกที่หวือหวา และความยาวของตัวรถยังยาวกว่า GT R เล็กน้อย (4551 มม. เทียบกับ 4546 มม.) ซึ่งเน้นใช้งานสำหรับถนนมากกว่า
เมื่อเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร การตกแต่งภายในของ AMG GT C เน้นสีดำเป็นหลัก ใช้วัสดุ Alcantara เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับแถบโลหะซึ่งเพิ่มบรรยากาศของความสปอร์ต แผงควบคุมกลางถูกออกแบบให้เรียบง่าย โดยจอแสดงผลกลางขนาด 8 นิ้วถูกติดตั้งในส่วนกลาง รองรับฟังก์ชันมัลติมีเดียพื้นฐานและการตั้งค่าตัวรถ การใช้งานเข้าใจง่ายแต่ยังไม่ลื่นไหลเท่าระบบ MBUX รุ่นใหม่ของแบรนด์ AMG พวงมาลัยเป็นแบบท้ายตัด ให้ความกระชับและระบายอากาศได้ดี โดยด้านซ้ายของพวงมาลัยมีปุ่มควบคุมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แต่อาจถือว่าไม่สะดวกในบางกรณีเนื่องจากไม่มีแป้นเปลี่ยนเกียร์ เช่นในรุ่น GT R ที่รองรับการขับขี่แบบประจำวัน เบาะนั่งเป็นแบบบักเก็ตซีทที่ให้การหุ้มตัวอย่างดีและรองรับการขับขี่ที่หนักหน่วงได้เพียงพอ แต่ในกรณีที่นั่งเป็นเวลานาน การรองรับหลังอาจไม่เพียงพอ ในส่วนของอุปกรณ์มาตรฐาน รถคันนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันความปลอดภัยอย่าง ระบบช่วยเตือนการเปลี่ยนเลน การเตือนออกนอกเลน และระบบเบรกอัตโนมัติ ระบบเสียงที่มีลำโพง 6 ตัว คุณภาพเสียงเพียงพอสำหรับการใช้งานประจำวัน แต่ไม่โดดเด่นเท่ารถในช่วงราคานี้ สำหรับความกว้างขวางภายใน เนื่องจากเป็นรถสปอร์ตสองประตูสองที่นั่ง พื้นที่ศีรษะด้านหน้าสำหรับผู้โดยสารที่สูง 180 ซม. เพียงพอและมีพื้นที่ขาสบาย ส่วนพื้นที่เก็บของท้ายรถมีความจุเพียง 165 ลิตร ซึ่งใส่กระเป๋าเดินทางและของใช้ส่วนตัวเล็กน้อยได้เท่านั้น ทำให้การใช้งานในเรื่องนี้มีความจำกัด
เมื่อเริ่มสตาร์ทรถ เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบขนาด 4.0 ลิตรให้เสียงที่ต่ำและมีเสน่ห์ ไม่ดุดันเท่ารุ่น GT R แต่ยังคงมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า กำลังสูงสุดจะปล่อยออกมาในรอบ 6,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดจะทำได้ที่รอบ 5,500 รอบต่อนาที มาพร้อมกับเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 สปีด เมื่อเปลี่ยนโหมดไปที่โหมดสปอร์ต การตอบสนองของคันเร่งจะไวมากขึ้น เมื่อเริ่มต้นการออกตัวล้อหลังจะมีการลื่นเล็กน้อย การเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาทีให้ความรู้สึกเร่งทันทีและรวดเร็ว หากต้องการเร่งเครื่องเพื่อแซงกลางทาง การกดคันเร่งลึกๆ จะทำให้เกียร์เปลี่ยนลงได้อย่างว่องไว โดยระดับพลังที่ปล่อยออกมาไม่มีความล่าช้า อย่างไรก็ตาม แม้ว่า GT R จะเร่งได้เร็วกว่า (3.6 วินาที) การปรับจูนเครื่องยนต์ของ GT C จะให้พลังที่มีความไหลลื่นกว่า ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ระบบควบคุมพวงมาลัยมีความแม่นยำสูง แทบไม่มีความว่างเปล่า เมื่อเข้าโค้งตัวถังรถจะมีการเอียงที่ควบคุมได้ดี ระบบกันสะเทือนมีความรองรับที่ยอดเยี่ยม แต่เมื่อขับผ่านหลังเต่าหรือพื้นผิวที่เป็นหลุมบ่อจะให้ความรู้สึกกระแทกค่อนข้างชัดเจน ทำให้ความสะดวกสบายต่างจากรถครอบครัวโดยทั่วไป การวางโครงขับเคลื่อนล้อหลังช่วยให้รถควบคุมได้ง่ายในขณะเข้าโค้ง ตราบใดที่ไม่มีการขับขี่เกินขีดจำกัด ความเสถียรโดยรวมของรถนับว่าดีเยี่ยม ในส่วนของการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่าใช้น้ำมันโดยเฉลี่ย 11.4 ลิตร/100 กม. แต่ในการขับขี่ในเมืองจริงจะใช้ประมาณ 15-16 ลิตร/100 กม. และเมื่อขับขี่บนทางด่วนการบริโภคน้ำมันสามารถลดลงได้ถึง 9 ลิตร/100 กม. ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับการคาดหวังสำหรับรถสปอร์ตประสิทธิภาพสูง
ในระหว่างการขับขี่ การควบคุมเสียงรบกวนของ AMG GT C ค่อนข้างอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เสียงลมและเสียงยางค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะยางหลังที่กว้างถึง 305 มม. เสียงยางที่ความเร็วเกิน 120 กม./ชม. จะส่งผลต่อความเงียบภายในห้องโดยสาร แม้ว่าที่นั่งจะมีความกระชับดี แต่การรองรับบริเวณเอวไม่เพียงพอ ทำให้รู้สึกล้าเมื่อต้องขับขี่ระยะยาว ระบบการเก็บพลังงานกลับมาใช้ใหม่จะตอบสนองชัดเจนเฉพาะในโหมด eco เท่านั้น ขณะที่ในโหมดอื่นๆ แทบจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะไม่รบกวนการขับขี่ ระบบเบรกมีความเสถียรสูง ระยะเบรกสั้นและให้ความมั่นใจเต็มที่
เมื่อมองภาพรวม Mercedes-Benz AMG GT C รุ่นปี 2017 มีจุดเด่นสำคัญที่การแสดงสมรรถนะอย่างสมดุล—ทั้งให้กำลังที่เป็นเอกลักษณ์ของ AMG พร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าใจ แต่ไม่ได้มีความแข็งกระด้างเกินไปเหมือน GT R ทำให้สะดวกสบายต่อการขับขี่ในชีวิตประจำวัน เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่าง Porsche 911 Carrera S ราคาจะต่ำกว่า (17.19 ล้านบาท เทียบกับ 200 ล้านบาทของ 911 Carrera S) และมีกำลังเครื่องยนต์ที่มากกว่า แต่ในด้านเสริมคุณค่าของแบรนด์และอัตราการคงมูลค่าอาจจะด้อยกว่าเล็กน้อย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกแบบรถสปอร์ตแต่ไม่สุดโต่งจนเกินไป เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น ผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางถึงสูงในช่วงอายุ 30-40 ปี ที่มองหาสมรรถนะที่ดี เน้นความสมดุลทั้งในด้านแบรนด์และการใช้งานจริง
โดยสรุปแล้ว AMG GT C เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์แบบ มันสามารถมอบความเร้าใจในสนามแข่ง และยังเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณต้องการรถ AMG ที่ไม่สุดโต่งจนเกินไปและเหมาะกับการใช้งานประจำวัน มันคือทางเลือกที่ดีทีเดียว
Mercedes-Benz AMG GT เปรียบเทียบรถยนต์











