รีวิว 2020 Isuzu MU-X 1.9 Ddi CD AT 4x2





ตลาดรถ SUV ระดับ D ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับลูกค้าครอบครัวและผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบออฟโรดเบาๆ โดยลูกค้ามักมองหารถที่มีทั้งความกว้างขวาง ทนทาน และประหยัดน้ำมัน วันนี้เราจะมาทดสอบ 2020 Isuzu MU-X 1.9 Ddi CD AT 4x2 ซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นคลาสสิคในตลาดนี้ โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร เน้นการใช้งานที่คุ้มค่าและสมรรถนะที่สมดุล วัตถุประสงค์หลักของการทดลองขับครั้งนี้คือการประเมินสมรรถนะของรถในสภาวะการขับขี่ประจำวันและการเดินทางของครอบครัว รวมถึงเปรียบเทียบข้อเด่นกับคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกัน
ในด้านการออกแบบภายนอก MU-X รุ่นปี 2020 ยังคงรักษาสไตล์ที่ดูแข็งแกร่งของ SUV ไว้ได้ เส้นสายภายนอกดูเรียบง่ายแต่มีพลัง ส่วนด้านหน้ามาพร้อมกระจังหน้าชุบโครเมียมขนาดใหญ่ ประกอบกับไฟหน้าที่มีดีไซน์เฉียบคม ทำให้มีเอกลักษณ์ที่มองเห็นได้ง่าย ด้านข้างของตัวรถมีเส้นสายที่เรียบตรงจากด้านหน้าจรดด้านหลัง ประกอบกับล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ยิ่งเพิ่มความหนักแน่นและดูทรงพลัง ส่วนท้ายรถ ไฟท้ายถูกออกแบบให้เป็นแนวตั้ง สอดคล้องกับเส้นสายของตัวรถ และใต้กันชนหลังติดตั้งแผ่นกันกระแทกสีเงิน เพิ่มกลิ่นอายแบบออฟโรด ระบบไฟส่องสว่าง ไฟหน้ามาในรูปแบบฮาโลเจน แม้ความสว่างจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่ก็เพียงพอต่อการขับขี่ในเวลากลางคืน
เข้าไปในห้องโดยสาร การออกแบบภายในเน้นความเรียบง่ายและใช้งานได้จริง โดยมีการจัดวางองค์ประกอบที่ดูเข้าใจง่าย แผงคอนโซลกลางใช้วัสดุพลาสติกแข็งที่แม้จะให้สัมผัสที่ธรรมดาแต่ก็มีความแน่นหนา บริเวณแผงคอนโซลด้านบนติดตั้งหน้าจอสัมผัส LCD ขนาด 7 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth, USB และฟังก์ชันกล้องมองหลัง การใช้งานหน้าจอมีความลื่นไหลดี เบาะนั่งใช้วัสดุผ้าทอ แม้จะดูไม่หรูหราเหมือนเบาะหนัง แต่ก็มีคุณสมบัติเย็น ไม่อับร้อนเมื่อนั่งเป็นเวลานาน เบาะหน้าสามารถปรับด้วยมือ ตำแหน่งนั่งของผู้ขับอยู่ในระดับสูง ให้ทัศนวิสัยที่กว้าง เหมาะกับการขับขี่ทั่วไป
ในด้านพื้นที่ภายใน รถมีขนาดตัวถังที่ 4,825 มม. × 1,860 มม. × 1,825 มม. และระยะฐานล้อ 2,845 มม. ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางกว้างเมื่อเปรียบเทียบกับรถในกลุ่มเดียวกัน พื้นที่นั่งด้านหน้ามีความกว้างขวาง ผู้โดยสารที่มีความสูง 175 ซม. เมื่ออยู่ที่เบาะคนขับจะเหลือพื้นที่ศีรษะและขามากกว่าหนึ่งกำปั้น พื้นที่นั่งด้านหลังกว้างเช่นกัน พื้นที่วางขามีระยะถึงสองกำปั้น และพื้นที่แนวนอนสามารถรองรับผู้โดยสารสามคนได้อย่างสบาย ในด้านความสามารถในการจัดเก็บสัมภาระ ช่องเก็บของที่ประตู กล่องกลาง และกล่องเก็บของด้านหน้ามีความจุที่น่าพอใจ เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังในโหมด 5 ที่นั่งมีความจุ 878 ลิตร และสามารถขยายได้ถึง 1,830 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง เหมาะสำหรับเก็บกระเป๋าเดินทางใบใหญ่หรือรถเข็นเด็ก นอกจากนี้ ที่นั่งด้านหลังยังมีช่องแอร์และช่องเสียบไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
ในแง่ของระบบขับเคลื่อน รถรุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตรแบบ 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยมีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ขณะขับขี่จริง ช่วงออกตัวอาจไม่ตอบสนองทันทีนัก แต่เมื่อรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น แรงบิดจะถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีพละกำลังเพียงพอในช่วงความเร็วต่ำถึงปานกลาง ในการเร่งแซงเพียงแค่เหยียบคันเร่งลึก เกียร์จะลดลงอย่างเหมาะสม และการส่งกำลังจะมีความลื่นไหลและทรงพลัง โหมดการขับขี่มีให้เลือกระหว่างโหมดประหยัดพลังงานและโหมดสปอร์ต โดยโหมดประหยัดพลังงานนั้น คันเร่งจะตอบสนองได้ช้า เหมาะสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ส่วนโหมดสปอร์ต คันเร่งจะตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น และการส่งกำลังจะตรงไปตรงมา เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการเร่งความเร็วอย่างฉับไว
ในด้านการควบคุม พวงมาลัยมีน้ำหนักเหมาะสมและมีความแม่นยำ การขับขี่ในชีวิตประจำวันทำได้อย่างสบาย ช่วงล่างด้านหน้าใช้ระบบอิสระแบบปีกนกคู่และด้านหลังเป็นระบบช่วงล่างแบบ 5-link ซึ่งเซ็ตมาในเชิงความนุ่มนวล เมื่อต้องวิ่งผ่านพื้นถนนขรุขระ ระบบช่วงล่างสามารถกรองแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ตัวรถมีเสถียรภาพ และไม่มีการสะเทือนที่ชัดเจนเกินไป เมื่อเข้าโค้ง ตัวรถสามารถควบคุมการเอียงตัวได้ดี และช่วงล่างมีความมั่นคงที่สูงพอจะสร้างความมั่นใจให้คนขับ
ในด้านอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน การทดสอบทดลองขับครั้งนี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่ถนนในเมืองและทางด่วน อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 7.5 ลิตร/100 กิโลเมตร ซึ่งสำหรับรถ SUV ดีเซลแล้ว การใช้เชื้อเพลิงในระดับนี้ถือว่าประหยัด เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการใช้งานระยะยาว ในส่วนระบบเบรก แป้นเหยียบเบรกมีช่วงระยะที่เหมาะสม แรงเบรกมีความสม่ำเสมอ และในกรณีเบรกฉุกเฉิน ตัวรถยังมีความเสถียรดี ระยะเบรกเทียบกับรถในระดับเดียวกันถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง
ในด้านความสะดวกสบายในการขับขี่ เสียงรบกวนภายในห้องโดยสารได้รับการควบคุมได้ดี เมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง เสียงลมและเสียงยางยังคงอยู่ในระดับที่รับได้ เสียงเครื่องยนต์ดีเซลเมื่อรอบเดินเบาอาจได้ยินชัดเจนกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อเริ่มขับออกไปแล้วจะไม่รู้สึกรบกวน เบาะนั่งมีความกระชับและรองรับได้ดี ทำให้นั่งในระยะเวลานาน ๆ แล้วไม่รู้สึกเหนื่อย ระบบปรับอากาศสามารถทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว อุณหภูมิในห้องโดยสารลดลงอย่างรวดเร็วและช่องแอร์ด้านหลังก็ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารด้านหลัง
โดยสรุปแล้ว Isuzu MU-X 1.9 Ddi CD AT 4x2 รุ่นปี 2020 มีจุดเด่นหลักอยู่ที่พื้นที่ภายในกว้างขวาง อุปกรณ์ที่ให้มามีความคุ้มค่า และประหยัดน้ำมัน เมื่อเปรียบเทียบกับรถคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันอย่าง Toyota Fortuner และ Mitsubishi Pajero Sport รถรุ่นนี้มีราคาย่อมเยากว่า โดยราคาอยู่ที่ 1,099,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าคู่แข่งประมาณ 100,000-150,000 บาท นอกจากนี้อุปกรณ์มาตรฐานเช่น หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว กล้องมองหลัง ก็จัดมาให้อย่างครบถ้วน เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายในและความคุ้มค่า โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องการบรรทุกผู้โดยสารหรือสัมภาระขนาดใหญ่บ่อยครั้ง หากคุณกำลังมองหารถ SUV ขนาดกลางที่มีความคุ้มค่าและความทนทาน Isuzu MU-X รุ่นปี 2020 นี้ ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย
Isuzu MU-X เปรียบเทียบรถยนต์










