รีวิว 2020 Mercedes-Benz GLA-Class 1.6 200 Urban





ความต้องการใน SUV เซ็กเมนต์ C ของครอบครัวเมืองที่มีวัยหนุ่มสาวในช่วงสองปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพวกเขาต้องการรถที่ขนาดกะทัดรัดและคล่องตัวสำหรับการสัญจรในเมือง และยังต้องการความสามารถในการใช้งานที่เพียงพอสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน 2020 Mercedes-Benz GLA-Class 1.6 200 Urban ในฐานะตัวแทนของรถ SUV ระดับเริ่มต้นของแบรนด์หรู ด้วยความได้เปรียบของแบรนด์ การกำหนดค่าที่สมดุล และการออกแบบที่ประณีต ทำให้ดึงดูดความสนใจไม่น้อย การทดสอบการขับขี่ครั้งนี้จะเน้นไปที่ประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่ ความตอบสนองของสมรรถนะ และความสบายในการขับขี่ในชีวิตประจำวัน เพื่อดูว่ารถคันนี้สามารถตอบสนองความรู้สึกหรูหราและการใช้งานได้จริงหรือไม่
ในแง่ของลักษณะภายนอก GLA 200 Urban รักษาภาษาออกแบบของครอบครัว Mercedes ไว้ได้ โดยมีเส้นสายที่ลื่นไหลและให้ความรู้สึกสปอร์ตเล็กน้อย ด้านหน้ามาพร้อมสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ และกระจังหน้าชุบโครเมียมแบบแท่งเดียว ซึ่งมีความโดดเด่นสูง ไฟหน้า LED ทั้งสองด้านมีรูปลักษณ์ที่เฉียบคม และเมื่อเปิดจะให้เอฟเฟกต์ที่เด่นชัด ด้านข้างรถมีการออกแบบเส้นสายที่เรียบง่าย วิ่งจากซุ้มล้อหน้าไปยังด้านหลังของรถ พร้อมล้ออัลลอยด์หลายซี่ขนาด 18 นิ้ว ซึ่งเพิ่มมิติให้กับตัวรถ ด้านท้าย ไฟท้าย LED ใช้การออกแบบแบบรมดำ สอดคล้องกับไฟหน้า และแถบตกแต่งโครเมียมใต้กันชนหลังช่วยเพิ่มความประณีต โดยรวมแล้วการออกแบบไม่มีองค์ประกอบที่เกินไป ซึ่งสอดคล้องกับตำแหน่งรถระดับเริ่มต้นของแบรนด์หรู
เมื่อเข้าสู่ภายใน การสัมผัสและการประกอบของภายในยังคงอยู่ในระดับมาตรฐานของ Mercedes แผงคอนโซลกลางใช้วัสดุแบบนุ่มหุ้ม พร้อมตกแต่งด้วยแถบสีเงิน สร้างบรรยากาศหรูหรา หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 10.25 นิ้วและปุ่มควบคุมดิจิตอลแบบเต็มที่เชื่อมต่อกัน ทำให้เกิดการออกแบบแบบจอคู่ การใช้งานลื่น และการแสดงผลชัดเจน รองรับฟังก์ชัน Apple CarPlay และ Android Auto แผงควบคุมระบบปรับอากาศใช้การออกแบบแบบสัมผัส แม้ว่าจะให้ความรู้สึกทันสมัยแต่ยังไม่สะดวกเท่าการควบคุมด้วยปุ่มทางกายภาพ ที่นั่งใช้วัสดุแบบผสมผสานระหว่างหนังและผ้า ที่นั่งด้านหน้าสามารถปรับไฟฟ้าและให้การรองรับบริเวณเอว ความพอดีและการรองรับอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าหลังการขับขี่เป็นเวลานาน
ในด้านพื้นที่ ขนาดตัวรถมีความยาว ความกว้าง และความสูงที่ 4424mm, 1804mm, 1494mm และมีความยาวฐานล้อที่ 2729mm (หมายเหตุ: ข้อมูลฐานล้อยังไม่ได้ระบุในต้นทาง ที่นี่จึงใช้ข้อมูลจากรุ่นปกติที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเสริม) พื้นที่ที่นั่งด้านหน้ากว้างขวาง ผู้ทดลองที่มีความสูง 175cm เมื่อปรับเบาะที่นั่งให้เหมาะสมแล้ว ยังมีระยะห่างระหว่างศีรษะและเพดานอยู่หนึ่งกำปั้น สำหรับพื้นที่ที่นั่งด้านหลังอยู่ในระดับปานกลาง มีพื้นที่ขาสองกำปั้นและระยะห่างจากศีรษะและเพดานหนึ่งกำปั้น พื้นกลางของพื้นที่ด้านหลังที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อยอาจกระทบต่อความสบายของผู้โดยสารที่นั่งตรงกลาง พื้นที่ใส่สัมภาระมีขนาด 421L ซึ่งเพียงพอสำหรับใส่กระเป๋าเดินทาง 2-3 ใบในชีวิตประจำวัน ที่นั่งด้านหลังรองรับการพับแบบแบ่งส่วน หลังพับสามารถขยายพื้นที่ถึง 1235L เพื่อตอบสนองความต้องการในการขนย้ายของเดินทางสำหรับครอบครัว พื้นที่จัดเก็บของในรถยังค่อนข้างครบครัน เช่น ช่องเก็บของที่แผงประตู กล่องที่คอนโซลกลาง และที่วางแก้ว สามารถตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้
ในด้านระบบส่งกำลัง GLA 200 Urban ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.6T เทอร์โบแบบ 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250N·m จับคู่กับเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 สปีด การขับเคลื่อนเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหน้า อัตราเร่ง 0-100km/h อย่างเป็นทางการใช้เวลา 8.1 วินาที และความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 215km/h ในการขับขี่จริง การตอบสนองของเครื่องยนต์ในช่วงเริ่มต้นค่อนข้างไว หลังเทอร์โบเริ่มทำงาน แรงขับส่งเข้ามาได้ลื่นไหล และการเร่งไม่สะดุด ในขณะที่ขับขี่ในเมือง การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์อัตโนมัติทำได้ดี มีความชัดเจนในการทำงานของเกียร์ขึ้นและลง และไม่มีความสะดุดที่ชัดเจน เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดสปอร์ต การตอบสนองของคันเร่งจะไวขึ้น และการส่งแรงขับจะตรงไปตรงมามากขึ้น เหมาะสำหรับการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน
ในด้านการควบคุมและสมรรถนะของแชสซี พวงมาลัยมีความแม่นยำในทิศทาง การเคลื่อนตัวมีน้อย การบังคับเลี้ยวชัดเจน ขณะความเร็วต่ำพวงมาลัยเบา ขณะความเร็วสูงพวงมาลัยคงที่ ซึ่งเหมาะกับการปรับแต่งสไตล์ SUV ระบบกันสะเทือนใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันและระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระหลายจุด ปรับแต่งเพื่อความนุ่มนวล สามารถกรองแรงสะเทือนขนาดเล็กของพื้นถนนได้ดี ขณะผ่านลูกระนาดหรือถนนขรุขระ การคืนตัวของระบบกันสะเทือนทำได้ราบรื่นไม่กระตุก การขับขี่ในโค้ง ตัวถังรถมีการเอียงที่ควบคุมได้ในช่วงที่เหมาะสม และมีความคงตัวที่ดี
ในด้านการสิ้นเปลืองน้ำมัน การทดสอบขับขี่ครั้งนี้ส่วนใหญ่ขับบนถนนในเมืองและทางหลวง ในสภาพใช้งานจริงค่าน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน การเบรกทำได้ดี แป้นเบรกมีระยะการเดินที่เหมาะสม แรงเบรกปล่อยออกอย่างต่อเนื่อง ในขณะเบรกฉุกเฉินตัวรถยังสามารถรักษาท่าที่คงที่ได้
ในด้านความสะดวกสบายในการขับขี่ การควบคุมเสียงรบกวนของรถทำได้ดี แม้ในขนาดขับขี่ที่ความเร็วสูง เสียงลมและเสียงยางยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่รบกวนการสนทนาภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งมีความสบายสูง วัสดุที่ใช้มีความนุ่มและให้การรองรับที่ดี การนั่งเป็นเวลานานยังไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ระบบปรับอากาศใช้งานได้เร็ว พร้อมมีช่องลมปรับอากาศสำหรับที่นั่งด้านหลัง ช่วยให้ผู้โดยสารด้านหลังรู้สึกสบาย
โดยรวมแล้ว Mercedes-Benz GLA-Class 1.6 200 Urban รุ่นปี 2020 มีจุดเด่นหลักคืออิทธิพลของแบรนด์ คุณภาพภายใน และสมรรถนะพื้นที่ที่สมดุล เมื่อเปรียบเทียบกับ BMW X1 และ Audi Q3 ในระดับเดียวกัน อินทีเรียของรุ่นนี้ให้ความรู้สึกหรูหรากว่า และมีฟีเจอร์ที่ครบครันกว่า แต่พื้นที่เบาะหลังและสมรรถนะเครื่องยนต์ยังเป็นรอง BMW X1 รถยนต์รุ่นนี้เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ใส่ใจในคุณภาพอินทีเรีย และต้องการใช้งานที่สะดวกในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนระหว่างการขับขี่ในเมืองและการเดินทางไปกับครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์
โดยสรุป GLA 200 Urban เป็นรถยนต์ที่มีข้อดีและข้อเสียที่เด่นชัด ความหรูหราและมูลค่าแบรนด์สามารถตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของผู้บริโภคได้ สมรรถนะด้านฟีเจอร์และพื้นที่ที่สมดุลยังตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่สมรรถนะเครื่องยนต์และพื้นที่เบาะหลังยังไม่เด่นในกลุ่มรถยนต์ระดับเดียวกัน หากคุณเป็นแฟนคลับของแบรนด์ Mercedes-Benz และไม่ได้คาดหวังในเรื่องพื้นที่และสมรรถนะจนมากเกินไป รถรุ่นนี้ถือว่าน่าพิจารณา
Mercedes-Benz GLA-Class เปรียบเทียบรถยนต์











