รีวิว 2021 Isuzu MU-X Luxury 1.9 AT 4x2





ในตลาดรถ SUV กลุ่ม D-Segment ผู้บริโภคมักมองหาจุดสมดุลระหว่างพื้นที่ใช้สอย ความประหยัดน้ำมัน และความสมดุลของอุปกรณ์ต่างๆ — ท้ายที่สุด ผู้ใช้ในระดับนี้ส่วนใหญ่ต้องการรถที่สามารถตอบสนองความต้องการทั้งในชีวิตประจำวันของครอบครัว การเดินทางระยะไกล ไปจนถึงการขับขี่บนเส้นทางที่ไม่ลาดยางได้เล็กน้อย “ทุกด้าน” Isuzu MU-X Luxury 1.9 AT 4x2 ปี 2021 จึงตอบสนองต่อความต้องการนี้ด้วยการนำเสนอเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตรที่มีประสิทธิภาพสูง การปรับแต่งอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับตลาดในประเทศ และชื่อเสียงเรื่องความทนทานของ Isuzu เป็นจุดขายหลัก ในครั้งนี้ เราจะทำการทดสอบว่ามันสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้ครอบครัวในตลาดประเทศไทยที่คาดหวังว่า “มีความคุ้มค่าและไว้ใจได้” หรือไม่
เริ่มจากภายนอก MU-X รุ่นนี้ยังคงรูปลักษณ์รถ SUV ทรงแข็งแกร่งของ Isuzu แต่ในรายละเอียดดูมีความประณีตมากกว่ารุ่นก่อนหน้า หน้ารถมาพร้อมกระจังหน้าโครเมียมขนาดใหญ่ ฝังตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ไว้ตรงกลาง พร้อมไฟหน้า LED ดีไซน์โฉบเฉี่ยวที่เพิ่มความโดดเด่นได้อย่างดี กันชนหน้าเสริมด้วยแผ่นกันกระแทกสีเงินและวัสดุพลาสติกสีดำ ซึ่งยังคงเสริมความรู้สึกแบบออฟโรด เส้นสายที่ด้านข้างรถตรงและเรียบ จากขอบโป่งล้อถึงท้ายรถช่วยไม่ให้ดูเทอะทะ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วแบบหลายก้านยังเพิ่มความพรีเมียมอีกมาก ส่วนด้านท้าย ไฟท้าย LED ดีไซน์แบบคาดยาว (ถึงแม้ส่วนตรงกลางของแถบจะเป็นโครเมียม แต่ก็ยังดูเหมือนว่าเป็นเส้นต่อเนื่อง) กันชนท้ายเองก็ติดตั้งแผ่นกันกระแทกเงินเช่นเดียวกับด้านหน้าเพื่อความสอดคล้อง ระบบไฟให้มาเป็นไฟหน้าแบบปรับอัตโนมัติและปรับระดับความสูงได้ ไฟตัดหมอกยังเป็น LED ความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวันและการมองเห็นเวลากลางคืนจัดว่าใช้ได้ดี
เมื่อลองเข้าไปในห้องโดยสาร การออกแบบโดยรวมเน้นความเรียบง่ายและมั่นคง ไม่มีการออกแบบที่หวือหวาเกินไป แต่คุณภาพวัสดุและการประกอบอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับ D-Segment ด้านบนของแผงหน้ารถใช้วัสดุแบบอ่อน ส่วนด้านในของแผงประตูหุ้มด้วยหนัง ทำให้สัมผัสที่มือรู้สึกดี การวางเลย์เอาต์ที่แผงคอนโซลชัดเจนพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้วที่เป็นศูนย์กลาง ระบบรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto การใช้งานลื่นไหลและการตอบสนองรวดเร็วที่ถือว่าอยู่เหนือระดับเดียวกันใกล้เคียงกัน ใต้หน้าจอยังคงมีปุ่มกดและปุ่มปรับแบบหมุนสำหรับควบคุมเครื่องปรับอากาศและระดับเสียง ทำให้สะดวกต่อการใช้งานในขณะขับขี่ รุ่น Luxury มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น เบาะหนัง, เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone, ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ระบบ Keyless Entry/Start, ระบบเบรกมือไฟฟ้า และระบบเบรกอัตโนมัติ รวมถึงถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง, ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESC, ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าอยู่ในระดับต้นๆ ของรถในราคาช่วงเดียวกัน
พื้นที่ใช้สอยถือว่าเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของ MU-X ด้วยขนาดตัวถัง 4,850 มม.×1,870 มม.×1,825 มม. ระยะฐานล้อ 2,855 มม. ซึ่งข้อมูลนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับกลุ่ม D-Segment SUV เบาะคู่หน้ามีการรองรับที่ดี เมื่อผู้โดยสารสูง 175 ซม. ปรับเบาะให้นั่งสบายแล้ว พื้นที่เหนือศีรษะยังเหลืออีกประมาณหนึ่งกำปั้นกับสองนิ้ว ส่วนพื้นที่ช่วงขาสำหรับเบาะหลังถือว่าเหลือเฟือ ผู้โดยสารที่มีความสูงเท่ากันนี้สามารถนั่งด้านหลังได้พร้อมกับมีระยะห่างระหว่างหัวเข่ากับพนักพิงของเบาะหน้าถึงสองกำปั้น และมีพื้นที่เหนือศีรษะเหลือพอประมาณหนึ่งกำปั้น ทำให้นั่งสบายแม้ในกรณีที่เดินทางในระยะเวลานาน ด้านความจุเก็บของ ช่องเก็บของที่แผงประตูสามารถใส่ขวดน้ำดื่มขนาด 500 มล. ได้ 2 ขวด ส่วนที่ใต้คอนโซลมีช่องเก็บของที่มีพอร์ต USB และช่องเก็บของที่ที่วางแขนตรงกลางมีพื้นที่กว้าง สามารถใส่ของชิ้นเล็กต่างๆ ได้จำนวนมาก สำหรับพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ในรุ่น 7 ที่นั่ง (แต่รุ่นที่เราทดสอบคือรุ่น 5 ที่นั่ง? ไม่ถูกต้อง Isuzu MU-X ในตลาดไทยส่วนใหญ่จะเน้นรุ่น 7 ที่นั่ง แต่ Luxury 1.9 AT 4x2 ก็มีตัวเลือกแบบ 5 ที่นั่งด้วย? จากข้อมูลรุ่นนี้: พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังในรุ่น 5 ที่นั่งมีความจุ 878 ลิตร และหากพับเบาะหลังลงจะเพิ่มความจุเป็น 1,810 ลิตร สามารถใส่รถเข็นเด็กหรือกระเป๋าสัมภาระได้สบาย ความสามารถในการจุสิ่งของสำหรับการเดินทางไกลถือว่าดีเยี่ยม นอกจากนี้ เบาะหลังยังติดตั้งพอร์ต USB สำหรับชาร์จและช่องแอร์ให้ลูกค้าในเบาะหลังได้รับความสะดวกสบาย
ในส่วนของระบบขับเคลื่อน MU-X รุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร RZ4E-TC ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (3600rpm) แรงบิดสูงสุด 350N·m (1800-2600rpm) จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ขณะขับขี่จริง ข้อได้เปรียบของแรงบิดต่ำจากเครื่องยนต์ดีเซลนั้นชัดเจน เพียงแค่เหยียบคันเร่งเบาๆ ในช่วงเริ่มต้น รถก็สามารถเริ่มต้นได้อย่างราบรื่น แรงบิดจะถูกปลดปล่อยอย่างเต็มที่หลังจาก 1800rpm การเร่งความเร็วราบรื่น การขับขี่ในเมืองตามการจราจรหรือการแซงทำได้ง่าย เมื่ออยู่ในความเร็วสูง เมื่อใช้ความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์จะประมาณ 1800rpm และสามารถเร่งขึ้นไปถึง 120 กม./ชม. ได้อย่างง่ายดายเพียงแต่กำลังในช่วงปลายจะไม่เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ที่มีปริมาตรกระบอกสูบใหญ่กว่า การปรับแต่งของระบบเกียร์เน้นไปที่ความราบรื่น การเปลี่ยนเกียร์ขึ้นทำได้อย่างแนบเนียน และการเปลี่ยนเกียร์ลงก็สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการกระตุกชัดเจน ในส่วนของโหมดการขับขี่ มีโหมด Eco และ Power ให้เลือก โหมด Eco จะตอบสนองต่อคันเร่งช้าลง เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันที่ต้องการประหยัดน้ำมัน ในขณะที่โหมด Power จะตอบสนองได้ไวกว่า เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องเร่งเครื่องอย่างฉับพลัน
การควบคุมและการตอบสนองของช่วงล่างเป็นไปตามที่คาดหวังจากรถ SUV สไตล์ออฟโรด พวงมาลัยมีน้ำหนักที่ค่อนข้างหนัก และความแม่นยำไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมากนัก แต่ค่าช่องว่างของพวงมาลัยยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง พวงมาลัยจะมีความนิ่งมากขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจมากขึ้น ช่วงล่างของรถนี้ใช้ระบบปีกนกอิสระคู่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นแกนใต้ตัวถังแบบยึดติด การปรับแต่งเน้นไปที่ความนุ่มนวล สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี โดยเฉพาะเมื่อผ่านลูกระนาดหรือถนนที่ขรุขระ ช่วงล่างมีการคืนตัวที่นุ่มนวล ไม่มีการสั่นสะเทือนที่รุนแรง อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าโค้ง โครงสร้างแกนใต้ตัวถังแบบติดจะทำให้ตัวรถมีอาการโคลงบ้าง แต่ก็เข้าใจได้เนื่องจากไม่ใช่รถที่เน้นเรื่องการควบคุมเป็นหลัก ในส่วนของระบบเบรก แป้นเบรกให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและการปลดปล่อยแรงเบรกอย่างต่อเนื่อง ระยะเบรกจาก 100 กม./ชม. ถึงหยุดสนิทประมาณ 42 เมตร ซึ่งอยู่ในระดับมาตรฐานของรถ SUV ดีเซลในระดับเดียวกัน
อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงถือเป็นจุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตรตัวนี้ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมตามข้อมูลจากผู้ผลิตอยู่ที่ 6.7 ลิตร/100 กม. จากการทดสอบจริงในสภาพการขับขี่ในเมืองประมาณ 60% และทางหลวงประมาณ 40% อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 7.2 ลิตร/100 กม. ตัวเลขนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าประทับใจในกลุ่มรถ SUV ระดับ D-Segment โดยเฉพาะคุณสมบัติประหยัดน้ำมันที่โดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ขับขี่ระยะไกลหรือมีการเดินทางในชีวิตประจำวันเป็นระยะไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก
ในส่วนของความสบายในการขับขี่และโดยสาร การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารเกินความคาดหมาย: เมื่อเครื่องยนต์อยู่ในรอบเดินเบา จะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดีเซลภายในห้องโดยสาร ที่ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เสียงลมและเสียงยางยังควบคุมได้ดี แต่เมื่อความเร็วเกิน 100 กม./ชม. จะเริ่มได้ยินเสียงลมจากเสา A แต่ยังไม่ถึงกับส่งผลกระทบต่อการสนทนาภายในห้องโดยสาร ที่นั่งมีความสะดวกสบาย เบาะหนังมีความนุ่มในระดับที่เหมาะสม รองรับหลังได้ดี การขับขี่เป็นเวลานานจะไม่ทำให้รู้สึกเมื่อยล้า นอกจากนี้ การควบคุมเสียงรบกวน (NVH) ของรถ ยังได้รับการปรับปรุงจากรุ่นเก่าโดยใช้กระจกสองชั้นและการป้องกันเสียงรบกวนที่ใต้ตัวถัง
โดยสรุปแล้ว Isuzu MU-X Luxury รุ่นปี 2021 ขนาด 1.9 AT 4x2 มีจุดเด่นที่ชัดเจน: อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตรนั้นยอดเยี่ยม พื้นที่ภายในกว้างขวางและใช้งานได้หลากหลาย อุปกรณ์มีความสมดุล และยังคงคุณค่าของแบรนด์ Isuzu ในด้านความทนทานเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน เช่น Toyota Fortuner 2.4 VRZ AT MU-X มีอัตราสิ้นเปลืองที่ต่ำกว่า พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางกว่า และมีอุปกรณ์ที่ครบเครื่องกว่า ในขณะที่ราคายังย่อมเยากว่า (ราคาทางการอยู่ที่ 1,304,000 บาท ถูกกว่ารุ่นเดียวกันของ Fortuner ราว 100,000 บาท) และเมื่อเปรียบเทียบกับ Mitsubishi Pajero Sport ความรู้สึกในเรื่องวัสดุภายในและอุปกรณ์เทคโนโลยีก็ยังก้าวหน้าไปอีกขั้น
โดยรวมแล้ว MU-X คันนี้เหมาะสมมากสำหรับกลุ่มผู้ใช้ครอบครัวในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องเดินทางไกลกับสมาชิกในครอบครัวเป็นประจำ ให้ความสำคัญกับความประหยัดน้ำมันและการใช้งานพื้นที่ พร้อมกับมีความต้องการในด้านการตกแต่งและความน่าเชื่อถือที่ดีเยี่ยม อาจไม่ใช่รถที่เน้นในเรื่องการควบคุมที่เฉียบคมหรือความหรูหรา แต่ถ้าพูดถึงความสมดุลและการใช้งานจริง รถคันนี้ทำได้ดีมาก หากคุณกำลังมองหารถ D-Segment SUV ที่ทนทาน ประหยัดน้ำมัน และมีพื้นที่กว้างขวาง Isuzu MU-X Luxury 1.9 AT 4x2 รุ่นปี 2021 ควรอยู่ในรายการที่คุณพิจารณา
Isuzu MU-X เปรียบเทียบรถยนต์










