รูป Ferrari

รีวิว Ferrari 812 GTS

2020 Ferrari 812 GTS 6.5Lในฐานะที่เป็นรถเปิดประทุนเครื่องยนต์ V12 ที่ติดตั้งด้านหน้ารุ่นเรือธงของ Ferrari กำหนดความเป็นรถเปิดประทุนสมรรถนะสูงสุดที่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวันด้วยเครื่องยนต์ V12 ที่ให้พลังสูงถึง 800 แรงม้า, หลังคาแข็งเปิด-ปิดเร็วภายใน 14 วินาที และความสะดวกสบายระดับ GT
รูป Ferrari 812 GTS
THB 34,700,000
Ferrari 812 GTS
เซกเมนท์
Sports Car
ตัวถัง
Coupe
ปริมาตรกระบอกสูบ(ลิตร)
6.5
ระบบเกียร์
AT
กำลังเครื่องยนต(พีเอส)
-
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร)
-
รีวิว
รีวิวผู้ใช้
รายละเอียด

ตลาดรถสปอร์ตในประเทศไทยเริ่มเอนเอียงไปสู่ "รถสมรรถนะสูงที่ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน" อย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา — ผู้บริโภคไม่พึงพอใจกับ "ของเล่น" ที่ใช้งานเฉพาะในสนามแข่งอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นการมองหารถสองประตูที่สามารถตอบสนองทั้งกำลังที่ระเบิดแรงและความเป็นรถเปิดประทุน เมื่อกล่าวถึงรถเปิดประทุนเครื่องยนต์ V12 วางหน้าของ Ferrari รุ่นเรือธง รุ่น 2020 Ferrari 812 GTS 6.5L ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะนี้ตั้งแต่เริ่มเปิดตัว โดยจุดขายสำคัญไม่เพียงแค่เป็นเครื่องยนต์ V12 แบบดูดอากาศขนาด 6.5L ที่มีกำลังเหลือล้น แต่ยังเป็นการผสมผสานความสมดุลระหว่างตัวถังเปิดประทุนแบบแข็ง และความสะดวกสบายระดับ GT วัตถุประสงค์หลักในการทดสอบครั้งนี้ คือการยืนยันว่า "รถเปิดประทุน V12 ที่ขับได้ทุกวัน" คันนี้สามารถตอบสนองสมรรถภาพและการใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริงหรือไม่

ภายนอกของ 812 GTS ยังคงลักษณะดีไซน์แบบโครงสร้างโค้งเรียบของรุ่น 812 Superfast แบบตัวถังแข็งไว้ โดยมีท่าทางที่เตี้ยและบ่งบอกถึงพลังที่ดุดัน ด้านหน้ามีช่องระบายอากาศรูปทรงสี่เหลี่ยมคว่ำอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ไฟหน้าสองข้างแบบ LED ที่คมกริบเชื่อมต่อกับส่วนโค้งบนฝากระโปรง เพิ่มความรู้สึกถึงพลังให้กับส่วนหัวรถ ด้านข้างของตัวรถมีเส้นสายที่ลื่นไหลโดยเส้นโค้งจากซุ้มล้อหน้าที่ต่อเนื่องไปยังโครงรถด้านหลังช่วยสร้างสัดส่วนสไตล์ GT แบบคลาสสิก เมื่อหลังคาเปิดประทุนถูกพับเก็บ โครงสร้างบริเวณด้านบนและท้ายรถจะผสมผสานอย่างลงตัว โดยแทบมองไม่เห็น "ความขัดแย้ง" ของรถเปิดประทุน สำหรับส่วนท้ายของตัวรถ ท่อไอเสียทรงกลมแบบ 4 ท่อ ที่รวมอยู่กับดีไซน์ของดิฟฟิวเซอร์ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกถึงสมรรถภาพสูง ขณะเดียวกันไฟท้ายแบบ LED ถูกออกแบบให้เป็นรูปตัว "L" อันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Ferrari ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในเวลากลางคืน ที่สำคัญ หลังคาเปิดประทุนนี้สามารถเปิดหรือปิดได้ในเวลาเพียง 14 วินาที ที่ความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ซึ่งใช้งานง่ายและไม่ทำลายรูปลักษณ์ของตัวรถ

เมื่อเข้าสู่ภายใน 812 GTS ห้องโดยสารเน้นการออกแบบให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง ด้วยการใช้สีแดง-ดำตัดกัน (ตามการจัดสเปคของรถทดสอบ) แผงหน้าปัดจะเอียงเข้าหาที่นั่งคนขับประมาณ 7 องศา เพื่อให้มั่นใจว่าปุ่มควบคุมทั้งหมดสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในส่วนของวัสดุ เบาะนั่ง ด้านในของแผงประตู และส่วนบนของคอนโซลหน้าถูกหุ้มด้วยวัสดุ Alcantara พร้อมตัดแต่งด้วยแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ เพิ่มทั้งความหรูหราและความเป็นสปอร์ต ในด้านอุปกรณ์หลัก แผงหน้าปัดแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว สามารถแสดงข้อมูลต่างๆ เช่น รอบเครื่องยนต์ ความเร็ว และระบบนำทาง ได้อย่างชัดเจนและตอบสนองรวดเร็ว ส่วนพื้นที่คอนโซลยังคงมีปุ่มกดจริงอยู่ (เช่น การเลือกโหมดขับขี่ และการปรับช่วงล่าง) เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าที่อาจเกิดจากจอสัมผัสขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง เบาะนั่งได้รับการออกแบบเป็นแบบบัคเก็ตซีทที่รองรับหลังและขาได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีฟังก์ชันปรับไฟฟ้าและระบบทำความร้อน เพื่อตอบสนองการขับขี่ในสนามและความสบายระหว่างการเดินทางระยะยาว

สำหรับพื้นที่ใช้งาน 812 GTS ในฐานะรถสปอร์ตสองที่นั่งแบบสองประตู มีระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,720 มม. ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า พื้นที่ศีรษะด้านหน้าเมื่อปิดหลังคาประมาณ 950 มม. (ทดสอบโดยผู้ขับขี่สูง 175 ซม.) และจะไม่ถูกจำกัดเมื่อเปิดหลังคา พื้นที่วางขามีความกว้างขวาง สามารถปรับตำแหน่งเบาะนั่งได้ตามความสะดวกในการขับขี่ ในส่วนความสามารถในการเก็บสัมภาระ ช่องเก็บของด้านหน้ามีความจุ 100 ลิตร สามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดพกพาหรือของใช้ส่วนตัวสำหรับการเดินทางระยะสั้นได้ พื้นที่เก็บของด้านในประตูและที่วางแขนกลางสามารถใช้เก็บโทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ และของใช้ชิ้นเล็ก ๆ ได้ ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันหรือทริปท่องเที่ยวสั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของขุมพลัง 812 GTS มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5L แบบดูดอากาศธรรมชาติที่มีกำลังสูงสุด 588 กิโลวัตต์ (800 แรงม้า) / 8,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 718 นิวตันเมตร / 7,000 รอบต่อนาที จับคู่กับระบบเกียร์ดูอัลคลัตช์แบบ 7 สปีด ในการขับขี่จริง เมื่อใช้โหมด "Sport" ช่วงการออกตัวจะพบว่าคันเร่งตอบสนองได้ไวเป็นอย่างยิ่ง เพียงแตะคันเร่งเบา ๆ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกระชากที่รุนแรง โดยมีความสามารถในการเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3 วินาที (ข้อมูลทางการ) ในช่วงการเร่งความเร็วต่อเนื่องยังคงมีกำลังแรงแม้ว่าความเร็วจะเกิน 120 กม./ชม. เมื่อเหยียบคันเร่งถึงที่สุด จะยังสามารถสัมผัสถึงแรงบิดที่ดุดันของเครื่องยนต์ V12 ได้อย่างชัดเจน การเร่งแซงแทบไม่จำเป็นต้องลดเกียร์ เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมด "Race" ระบบเกียร์จะเปลี่ยนเกียร์โดยมีสไตล์ที่ดุดันขึ้น มีเสียง "ปัง" ขณะลดเกียร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่สำหรับผู้ที่รักในความแรงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในด้านการควบคุมและการทำงานของช่วงล่าง 812 GTS ใช้ระบบช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ด้านหน้าและมัลติลิงค์ด้านหลัง พร้อมระบบโช้คอัพแม่เหล็กไฟฟ้าปรับได้ ในโหมดการขับขี่ปกติ (Comfort mode) ช่วงล่างสามารถกรองแรงสะเทือนเล็กน้อยจากพื้นถนนได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่แข็งเหมือนรถสนามแท้ๆ เมื่อเข้าโค้ง พวงมาลัยมีความแม่นยำสูง ไม่มีการตอบสนองที่ล่าช้า ตัวรถมีความคล่องตัวที่ยอดเยี่ยม แม้ขับผ่านโค้งด้วยความเร็วสูง การเอียงตัวรถก็จะยังคงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล สิ่งที่ควรสังเกตคือ ระบบเลี้ยวล้อหลังที่ติดตั้งมาด้วยจะช่วยลดรัศมีวงเลี้ยวขณะขับความเร็วต่ำ (ทดสอบพบรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียงประมาณ 11.8 เมตร) เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ในเมือง และช่วยเพิ่มความเสถียรของตัวรถเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ในการทดสอบเฉพาะทาง ครั้งนี้เราเน้นการตรวจสอบการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและเสียงรบกวนขณะเปิดหลังคา ในการทดสอบการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ในการขับขี่ในสภาพถนนติดขัดในเมือง (ความเร็วเฉลี่ย 25 กม./ชม.) การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 22 ลิตร/100 กม. แต่เมื่อขับขี่บนถนนทางหลวงด้วยความเร็วสูง (120 กม./ชม.) การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลดลงเหลือประมาณ 10.5 ลิตร/100 กม. และการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแบบเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14.8 ลิตร/100 กม. ซึ่งใกล้เคียงกับข้อมูลของบริษัทที่ระบุไว้ที่ 14.9 ลิตร/100 กม. ในเรื่องการควบคุมเสียงรบกวน เมื่อปิดหลังคาเสียงภายในรถที่ความเร็ว 120 กม./ชม. จะอยู่ที่ประมาณ 68 เดซิเบล (ส่วนใหญ่เกิดจากเสียงลม) แต่เมื่อเปิดหลังคา หากขับขี่ด้วยความเร็วเกิน 80 กม./ชม. เสียงลมจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (ประมาณ 75 เดซิเบล) แต่ในเวลานั้น เสียงเครื่องยนต์ V12 จะกลบเสียงลมรบกวนไป และทำให้บรรยากาศการขับขี่กระตุ้นความรู้สึกยิ่งขึ้น

ข้อได้เปรียบหลักของ Ferrari 812 GTS 6.5L รุ่นปี 2020 คือ: อย่างแรกคือ เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรให้แรงบิดที่สูงสุดด้วยระบบดูดอากาศธรรมชาติ ซึ่งในยุคที่เครื่องยนต์แบบเทอร์โบชาร์จกำลังมาแรง ความรู้สึกในการขับขี่แบบ "แท้จริง" แบบนี้ถือว่าหายากมาก อย่างที่สองคือ โครงสร้างหลังคาแข็งที่สามารถพับเก็บได้ พร้อมกับความสะดวกสบายในระดับ GT ที่สมดุลกัน ทำให้สามารถตอบสนองทั้งความเร้าใจในวันสนามแข่ง และความสะดวกสบายสำหรับใช้งานประจำวัน อย่างที่สามคือ พื้นที่เก็บสัมภาระที่ค่อนข้างใช้งานได้จริง และระบบเลี้ยวล้อหลัง ที่ลดความยากของการใช้งานรถสปอร์ตแบบ "ซูเปอร์คาร์" เมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกัน (เช่น Lamborghini Huracan Evo Spyder) 812 GTS มีความได้เปรียบในด้านพลังงาน (800 แรงม้า vs 640 แรงม้า) และความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานประจำวัน แต่ราคาสูงกว่าเล็กน้อย (34.7 ล้านบาทเทียบกับประมาณ 32 ล้านบาท)

โดยรวมแล้ว 812 GTS เป็นรถสปอร์ตหลังเครื่องแบบ V12 ที่มีคุณสมบัติ "ครบถ้วนไม่มีข้อบกพร่อง" ซึ่งเหมาะสมทั้งกับผู้ที่ชื่นชอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมของรถสปอร์ต และตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนร่ำรวยที่ใส่ใจคุณภาพชีวิต—พวกเขาสามารถเพลิดเพลินไปกับความมันส์บนสนามแข่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ และยังสามารถใช้งานรถสำหรับขับในชีวิตประจำวัน หรือออกเดินทางสั้นๆ กับครอบครัวได้อย่างสะดวกสบาย สำหรับกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ เสียงเครื่องยนต์ V12 การเปิดหลังคาที่ดูพิเศษ และความสะดวกสบายระดับ GT ของ 812 GTS ทำให้พวกเขาพร้อมจะมองข้ามข้อเสียเรื่องการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่อาจจะสูงอยู่บ้าง

พูดง่ายๆ คือ Ferrari 812 GTS 6.5L รุ่นปี 2020 เป็น "สุดยอดแห่งรถสปอร์ตหลังคาเปิดที่ใช้เครื่องยนต์ V12 แบบดูดอากาศธรรมชาติ" — มันไม่เพียงแต่มีสมรรถนะที่เร้าใจเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้มันกลายเป็นรถซูเปอร์คาร์ที่สามารถใช้ได้ในทุกวันอย่างแท้จริง

ข้อดี
เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรชวนให้หลงใหล การขับขี่ทำให้คนหันมามองบ่อย
การออกแบบภายนอกโดดเด่น การจับคู่สีอย่างตัวรถสีแดงหลังคาสีดำทำให้ทุกสายตาจับจ้อง
สมรรถนะทรงพลัง เครื่องยนต์ V12 มีแรงปลายที่ดี แซงได้อย่างง่ายดาย ประสบการณ์การขับขี่สุดประทับใจ
ข้อเสีย
หลังเบาะจะร้อนมากหลังจากโดนแสงแดดในฤดูร้อน และถ้าไม่มีระบบระบายอากาศที่เบาะ หลังจะอับชื้น
ปุ่มภายในรถหนาแน่นและคันเปลี่ยนเกียร์ข้างพวงมาลัยอาจชนกับเข่าได้ พื้นที่จัดเก็บขนาดเล็ก
ควรขับรถขับเคลื่อนล้อหลังอย่างระมัดระวังในถนนลื่นหลังฝนตก และหลังคาผ้าเปิดปิดเร็วอาจติดขอบยางกันน้ำ
คะแนนรวม
4.5
ดีเยี่ยม
จาก 20 รีวิ
คะแนนแยกตามหมวดหมู่
สมรรถนะ
4.5 / 5
ดีไซน์ภายใน
4.3 / 5
ความปลอดภัย
4.5 / 5
ดีไซน์ภายนอก
4.5 / 5
แสดงรีวิว 20 รายการ
4 ดีเยี่ยม
สายเกียร์
เจ้าของ 2020 Ferrari 812 GTS 6.5L
ก่อนหน้านี้เคยขับ 911 เปิดประทุนที่ริมทะเลภูเก็ต แต่ก็ยังรู้สึกว่าขาด “จิตวิญญาณเสียงเครื่องยนต์” อยู่ดี พอเปลี่ยนมาเป็น 812 GTS ค่อยรู้สึกว่าเจอสิ่งที่ใช่——เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 6.5 ลิตรแบบ NA ดังจนลมทะเลที่ชายฝั่งพัทยายังกลบไม่ได้ ช่วงเช้าการจราจรติดที่สยามสแควร์ในกรุงเทพ ขณะใช้พวงมาลัยและแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่บางครั้งโดนเข่า (ปุ่มในห้องโดยสารดูแน่นไปนิดเป็นข้อเสียเล็ก ๆ) แต่พอเสียงคำรามของม้าป่าลำพองดังขึ้น คนขับกระบะข้าง ๆ ยังหันมามองเลย สุดสัปดาห์ขับบิดโค้งบนถนนเขียงใหม่กับลมที่พัดผ่าน จีบเปิดประทุนรับกลิ่นชาที่โชยจากลมเหนือ เสียง V12 เร้าอารมณ์ได้มากกว่ารสต้มยำกุ้งจะทำได้ท่วมท้นเสียอีก อัตราประหยัดน้ำมัน 14.9? สำหรับราคาน้ำมันในไทยก็ไม่ได้ถือว่าอะไรมาก เพราะนี่เหมือนงานศิลป์เคลื่อนที่ ที่แม้กระทั่งพระสงฆ์ตามวัดใกล้เคียงยังต้องเหลียวมอง
5 ดีเยี่ยม
สายหัวเทียน
เจ้าของ 2020 Ferrari 812 GTS 6.5L
ขับเจ้าคันนี้รอสัญญาณไฟจราจรตรงสี่แยก พี่มอเตอร์ไซค์ข้างๆ มองผมเหมือนมองมนุษย์ต่างดาวเลย เขินจนอยากแทรกแผ่นดินหนี!
4 ดีเยี่ยม
สายแอร์ฟิลเตอร์
เจ้าของ 2020 Ferrari 812 GTS 6.5L
ก่อนหน้านี้ตอนขับ 911 Turbo S ในกรุงเทพฯ ที่รถติดเหมือนปลากระป๋อง มักจะรู้สึกว่าขาดวิญญาณอะไรบางอย่าง—จนกระทั่งได้เปลี่ยนมาเป็น 812 GTS คันนี้ ภายนอกต้องให้คะแนนเต็มสิบ ตัวถังสีแดง หลังคาสีดำ ขับไปที่สยามสแควร์ คนเหลียวมองเยอะกว่าการแสดงคาบาเร่ต์อีก ภายในให้ 4 คะแนน พื้นผิวคาร์บอนไฟเบอร์และ Alcantara ไม่มีที่ติ แต่หน้าร้อนในไทยพอโดนแดดแรงๆ เบาะร้อนจนทำไข่เจียวได้ ต้องเปิดแอร์ล่วงหน้า 5 นาทีผ่านรีโมท สำหรับด้านความปลอดภัย เบรกเซรามิกคาร์บอนตอนขับเร็วมั่นคงเหมือนหมาแก่ แต่ตอนขับช้าๆ ตามรถคันอื่นรู้สึกกระตุกเล็กน้อย พอสุดสัปดาห์ขับไปพัทยา เปิดหลังคาแล้วเสียงคำรามของ V12 สนุกกว่าเสียงคลื่นซะอีก อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 14.9 ลิตร? ช่างมัน ความสำคัญคือความสุข! จุดที่ไม่ชอบอย่างเดียวคือพื้นที่เก็บของ ใส่กระเป๋าถือยังไม่ได้ ต้องวางไว้บนเบาะข้างคนขับแทน
5 ดีเยี่ยม
สายดริฟท์
เจ้าของ 2020 Ferrari 812 GTS 6.5L
เพิ่งขับออกมาก็ได้รับความสนใจจากรอบข้าง! สีแดงเงาวับในแสงอาทิตย์จนแสบตา เปิดหลังคาให้ลมพร้อมเสียงเครื่องยนต์พัดผ่านเข้ามา ความสะใจมันส์สุดๆ!
4 ดีเยี่ยม
สายชมพู
เจ้าของ 2020 Ferrari 812 GTS 6.5L
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฝนตกหนักที่กรุงเทพฯ ขับ 812 GTS ขึ้นเขา เสียงเครื่อง 6.5L V12 กระหึ่มก้องในโค้ง แต่ถนนลื่นเลยต้องเบาๆ คันเร่ง—รถคันนี้ขับหลังล้วนจริงๆ หลังคาเปิด แต่พอปิดแล้วการเก็บเสียงถือว่าใช้ได้ ห้องโดยสารสีแดงตะเข็บสีจัดจ้าน แต่ว่าการออกแบบช่องแอร์นี่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ ต้องก้มหน้าหาที่ปรับทิศทางลมอยู่นาน น้ำมันล่ะ? ขึ้นเขาหนหนึ่งใช้ไปเกือบ 20 ลิตร ต่อให้ความจุ 92 ลิตร ก็วิ่งได้แค่สี่ร้อยกว่ากิโลเมตร อัตราการหันมองนี่เต็มร้อย แต่ในฤดูฝนของไทยขับซูเปอร์คาร์ ควรระวังใบไม้บนถนนกับแอ่งน้ำไว้ให้ดีๆ
1
2
3
4
เครื่องยนต์
ปริมาตรกระบอกสูบ(ลิตร)
6.5
ปริมาตรกระบอกสูบ(ซีซี)
6496
ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง
น้ำมันเบนซิน
ภาพรวม
อัตราสิ้นเปลือง
14.9
เกียร์และแชสซี
ระบบเกียร์
AT
ขนาดและความจุ
เซกเมนท์
Sports Car
ความยาว(มิลลิเมตร)
4693
ความกว้าง(มิลลิเมตร)
1971
ความสูง(มิลลิเมตร)
1276
ฐานล้อ(มิลลิเมตร)
2720
รูป Ferrari 812 GTS
Ferrari 812 GTS
รูป Alfa Romeo Spider
Alfa Romeo Spider
Ferrari 812 GTS
vs
Alfa Romeo Spider
รูป Ferrari 812 GTS
Ferrari 812 GTS
รูป Subaru BRZ
Subaru BRZ
Ferrari 812 GTS
vs
Subaru BRZ
รูป Ferrari 812 GTS
Ferrari 812 GTS
รูป Toyota GR 86
Toyota GR 86
Ferrari 812 GTS
vs
Toyota GR 86
ตรวจสอบว่าคุณสามารถซื้อรถในฝันได้หรือไม่ ด้วยเครื่องคำนวณเงินกู้ที่ใช้งานง่ายของเรา
ยอดเงินรวม
เงินดาวน์
อัตราดอกเบี้ย(%)
ระยะเวลาเงินกู้ (ปี)
ค่างวดต่อเดือน
THB --
คำนวณใหม่

รถ Ferrari 296 GTB มือสองในดูไบราคาเท่าไหร่?

ราคาของ Ferrari 296 GTB ในมาเลเซียเป็นเท่าไร?

จำนวนพนักงานของ Ferrari ในปี 2023 มีเท่าไหร่?