รีวิว Lamborghini Aventador LP750-4 Superveloce Roadster 2016

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดรถซูเปอร์คาร์ในประเทศไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รถสมรรถนะสูงแบบเปิดประทุน ได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานที่มีฐานะร่ำรวยและผู้ที่ชื่นชอบการสะสม เนื่องจากมีประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครและดึงดูดสายตา Lamborghini Aventador LP750-4 Superveloce Roadster 2016 ในฐานะรถซูเปอร์คาร์เปิดประทุนระดับเรือธงของแบรนด์ ด้วยจุดขายหลัก "เบา เร็ว และบริสุทธิ์" นอกจากจะสานต่อการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ Aventador แล้ว ยังเสริมความแรงด้วยเวอร์ชัน Superveloce ที่เน้นย้ำถึงสายเลือดแห่งสนามแข่ง ครั้งนี้เราจะมาสำรวจทั้งประสบการณ์นิ่งและการขับขี่แบบไดนามิกเพื่อวิเคราะห์ว่ารถคันนี้คู่ควรกับฉายา "กระทิงเปิดประทุนสุดยอด" หรือไม่
ในด้านรูปลักษณ์โดยรวมของ Aventador LP750-4 Superveloce Roadster นั้นมีสไตล์ที่ดุดัน ด้านหน้ารถได้รับการออกแบบให้มีความโฉบเฉี่ยวแบบรูปทรงลิ่ม กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับไฟเดย์ไลท์ LED แบบเรียวยาวสองข้าง ทำให้ดูโดดเด่นมาก กันชนด้านล่างของรถที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ และเสริมความรู้สึกสปอร์ต ด้านข้างของตัวรถยังคงรักษาสัดส่วนของซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลางที่คลาสสิก ล้อขนาดใหญ่ 20 นิ้วด้านหน้า/21 นิ้วด้านหลัง มาพร้อมกับสเกิร์ตข้างทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ เส้นสายที่ลื่นไหลและดูมีกำลังเมื่อมองจากด้านข้าง ประตูใช้การออกแบบแบบกรรไกรที่ถือเป็นเอกลักษณ์ เมื่อตอนเปิดให้ความรู้สึกน่าตื่นตาอย่างมาก ส่วนด้านหลังตัวรถ ตัวกระจายอากาศหลังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เข้ากับสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ที่ปรับระดับได้ และระบบท่อไอเสียแบบ 4 ท่อให้ภาพลักษณ์ที่เน้นสมรรถนะมากยิ่งขึ้น สำหรับไฟท้ายยังคงดีไซน์ทรงตัว Y ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เมื่อเปิดไฟตอนกลางคืนจะมีความโดดเด่นอย่างสูง ในระบบไฟ มีไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟเดย์ไลท์เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังมีไฟตัดหมอกด้านหน้าเสริมทั้งในแง่ของการใช้งานและความสวยงาม
เมื่อนั่งเข้ามาในตัวรถ ภายในใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และ Alcantara เป็นหลัก มีความหรูหราและให้สัมผัสที่เหมือนรถแข่งจริง แผงคอนโซลกลางมีดีไซน์ที่เรียบง่าย และถูกออกแบบให้เอียงเข้าหาคนขับเพื่อให้การใช้งานสะดวก หน้าจอแสดงข้อมูลแบบ LCD ขนาด 12.3 นิ้ว มีความคมชัดสูง สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการแสดงผลได้หลากหลาย เช่น โหมดสนามแข่ง โหมดสปอร์ต ฯลฯ โดยแสดงข้อมูลความเร็ว รอบเครื่อง แรงดันลมยาง และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ แบบเรียลไทม์ ในส่วนของอุปกรณ์หลัก มีระบบควบคุมความเร็ว ระบบเซ็นเซอร์ถอยหลัง และเทคโนโลยีหยุด-สตาร์ทเครื่องยนต์ที่รวมอยู่ในอุปกรณ์มาตรฐาน แม้จะไม่มีระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะซับซ้อน แต่สำหรับผู้ใช้งานซูเปอร์คาร์ที่มุ่งเน้นการขับขี่ ความบริสุทธิ์แบบนี้กลับตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เบาะนั่งออกแบบเป็นแบบทรงถัง ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ให้ความกระชับเป็นอย่างมาก สามารถล็อกร่างกายได้แน่นหนาในขณะขับขี่ที่รุนแรง แต่ในขณะขับขี่ปกติยังคงมอบความสะดวกสบายที่ไม่เสียหายไป
ในแง่ของพื้นที่ รถมีขนาดตัวถัง 4780 มม.×2030 มม.×1136 มม. ระยะฐานล้อ 2700 มม. การออกแบบที่นั่งแบบสองประตูสองที่นั่ง ไม่มีที่นั่งด้านหลัง พื้นที่สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าสามารถรองรับผู้ใช้งานที่มีความสูงไม่เกิน 180 ซม. ได้อย่างสบาย ไม่มีความรู้สึกอึดอัดที่ศีรษะและพื้นที่วางขา ด้านความสามารถในการเก็บของมีข้อจำกัด มีเพียงช่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางและช่องเก็บของที่ประตูด้านหน้าเหมาะสำหรับการวางของชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งเหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นหรือการสะสมเป็นพิเศษ ในส่วนของอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบาย แม้ว่าจะไม่มีฟังก์ชันปรับเบาะที่ซับซ้อน แต่การติดตั้งมาตรฐานของจุดยึดที่นั่งสำหรับเด็ก ISO FIX (แม้ว่าจะใช้ในสถานการณ์จริงได้น้อยมาก) แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการใส่ใจในรายละเอียด ระบบปรับอากาศตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แม้ในขณะขับขี่แบบเปิดประทุนก็ยังสามารถรักษาอุณหภูมิภายในรถได้อย่างเหมาะสม
ด้านสมรรถนะ รถรุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร แบบหายใจเอง โดยให้กำลังสูงสุดที่ 8400 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 5500 รอบต่อนาที (แม้ว่าค่าตัวเลขที่แน่นอนจะไม่ได้ระบุไว้อย่างสมบูรณ์ แต่ข้อมูลตามเอกสารเหนือกว่ารุ่น Aventador รุ่นทั่วไปอย่างมาก) จับคู่กับเกียร์ ISR 7 สปีด สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 350 กม./ชม. ในการขับขี่จริง โหมดสปอร์ตให้ความรู้สึกเหมือนถูกผลักไปข้างหลังในขณะเริ่มต้น การตอบสนองของคันเร่งแทบไม่มีความล่าช้า และเมื่อเหยียบคันเร่งลึก เสียงท่อจากเครื่องยนต์ V12 จะส่งตรงเข้ามาภายในตัวรถ ให้เสียงกระหึ่มและเป็นเอกลักษณ์มาก ในการเร่งแซงเกียร์สามารถเปลี่ยนได้รวดเร็ว และมีความต่อเนื่องในเรื่องของการส่งพลังงาน ทำให้อุ่นใจในขณะขับขี่ ตัวเลือกระบบการขับเคลื่อนมีให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ Strada (ขับขี่ในเมือง), Sport (สปอร์ต), และ Corsa (สนามแข่ง) โดยเมื่อเปลี่ยนโหมด การตอบสนองของเครื่องยนต์และความแข็งของระบบกันสะเทือนจะปรับเปลี่ยนตาม เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
ในส่วนของการควบคุมและการทำงานของระบบช่วงล่าง จัดว่าเป็นจุดเด่นที่น่าประทับใจ พวงมาลัยมีความแม่นยำสูง ไม่มีช่วงว่างมากนัก เมื่อขับขี่ในสภาวะที่ต้องการความเร็วสูง ระบบสามารถตอบสนองข้อมูลจากพื้นถนนได้อย่างชัดเจน ระบบช่วงล่างใช้แบบโช้คอัพแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถปรับตัวเองได้ ในโหมดสนามแข่ง ระบบสามารถรองรับน้ำหนักได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะเข้าโค้งสามารถลดการเอียงตัวของรถให้น้อยที่สุด ส่วนในโหมดขับขี่ในเมือง ช่วงล่างจะปรับตัวให้นุ่มลงเล็กน้อย ทำให้การขับขี่บนถนนที่มีแรงกระแทกเล็กน้อยสบายขึ้น ในการทดสอบสมรรถนะเฉพาะ ทางการระบุว่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 16 ลิตร/100 กม. และเมื่อขับขี่ในเมือง อัตราสิ้นเปลืองจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20 ลิตร/100 กม. ในขณะที่ขับขี่ในโหมดเร่งความเร็วบนทางหลวง อัตราสิ้นเปลืองจะสามารถคงอยู่ประมาณ 12 ลิตร/100 กม. ซึ่งถือว่าเป็นปกติสำหรับเครื่องยนต์ V12 ด้านระบบเบรก ระบบเบรกเซรามิกคาร์บอน (แม้จะไม่ได้ระบุไว้ในตารางอุปกรณ์ แต่ถือเป็นสเปคมาตรฐานของรุ่น Superveloce) มีการตอบสนองเบรกที่รวดเร็ว และในกรณีที่ต้องเบรกอย่างต่อเนื่องก็ไม่พบการลดประสิทธิภาพเนื่องจากความร้อนอย่างชัดเจน
ด้านความสบายในการขับขี่ การควบคุมเสียงรบกวนทำได้อย่างยอดเยี่ยม ภายในรถเมื่ออยู่ในสถานะปิดค่อนข้างเงียบสงบ เสียงลมและเสียงยางรถยนต์ถูกป้องกันได้อย่างดี หากอยู่ในโหมดเปิดประทุน เสียงลมในระดับความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตที่รับได้ แต่หากเกิน 100 กม./ชม. เสียงลมจะดังขึ้นอย่างชัดเจน แต่เสียงท่อจากเครื่องยนต์ V12 ก็ยังสามารถกลบเสียงลมเหล่านั้นได้ และกลับกลายเป็นความเพลิดเพลินในการขับขี่แทน ที่นั่งแม้ว่าจะรองรับร่างกายได้ดี แต่ก็ไม่ได้ทำให้เหนื่อยล้าจากการขับเป็นเวลานาน อีกทั้งวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ยังมีคุณสมบัติที่ช่วยระบายอากาศได้อย่างดีอีกด้วย
เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว Lamborghini Aventador LP750-4 Superveloce Roadster 2016 มีจุดเด่นที่น่าสนใจมาก ได้แก่ เครื่องยนต์ V12 หายใจเองที่เต็มเปี่ยมสมรรถนะ การควบคุมในสนามแข่งที่ยอดเยี่ยม การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยเปิดประทุนและประตูกรรไกร รวมถึงคุณค่าทางการสะสมที่หายาก เมื่อเทียบกับรุ่นคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่าง Ferrari 488 Spider รถรุ่นนี้มีเสียงท่อ V12 และความเป็นกลไกที่ดึงดูดมากยิ่งขึ้น แต่ก็อาจจะเสียเปรียบเล็กน้อยในแง่ของการใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับกลุ่มเป้าหมาย รถคันนี้เหมาะสำหรับสองกลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม และนักสะสมที่ให้คุณค่ากับความหายากและแบรนด์
สรุปได้ว่า Aventador LP750-4 Superveloce Roadster 2016 เป็นรถเปิดประทุนสมรรถนะสูงที่ลงตัวทั้งด้านสมรรถนะและการออกแบบ ประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์และเอกลักษณ์ "วัวกระทิง" ที่โดดเด่นของรถรุ่นนี้คือตัวแทนความแข็งแกร่งที่สุด หากคุณไม่ขาดแคลนงบประมาณ และกำลังมองหารถที่สามารถโชว์สมรรถนะในสนามรวมถึงดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนน Aventador คันนี้คือคำตอบที่คู่ควรอย่างแน่นอน
Lamborghini Aventador เปรียบเทียบรถยนต์













