รีวิว Lamborghini Huracan Tecnica V10 5.2 NA 2022





ในตลาดซูเปอร์คาร์ของประเทศไทย รถที่มีความสามารถในการแข่งสนามและใช้ในชีวิตประจำวันได้นั้นยังคงเป็นกลุ่มความต้องการที่เฉพาะเจาะจงและไม่แพร่หลายมากนัก — ซูเปอร์คาร์ที่ออกแบบมาเพื่อแข่งสนามหลายรุ่นมักไม่เหมาะสมสำหรับการขับขี่ในเมือง และรถประเภท GT ก็มักขาดความสนุกของการขับขี่แบบสุดขั้ว Lamborghini Huracan Tecnica ซึ่งเป็นโมเดลยอดนิยมในสายการผลิต Huracan ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของ 'ซูเปอร์คาร์สนามที่เหมาะสมกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน' โดยมีจุดขายหลักอยู่ที่เครื่องยนต์ V10 แบบหายใจเองที่ให้พลังงานขับเคลื่อนบริสุทธิ์ การออกแบบอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการปรับแต่ง และประสบการณ์ใช้งานในชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น บทความนี้จะทำการรีวิวทั้งด้านสเตติคและการขับขี่ เพื่อวิเคราะห์ว่ารถคันนี้สามารถผสมผสานระหว่างสมรรถนะและความสะดวกสบายได้หรือไม่
จากภายนอก Huracan Tecnica มีสไตล์โดยรวมที่ดูมีความดุดันมากกว่า Huracan รุ่นปกติ แต่ยังคงรักษาเส้นสายที่เฉียบคมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Lamborghini ด้านหน้ามีการออกแบบกันชนหน้าขนาดใหญ่มากขึ้น เพิ่มลายเส้นขอบสีดำตกแต่งบริเวณขอบ ประกอบกับไฟวิ่งกลางวันแบบ LED เส้นบาง ช่วยเพิ่มการจดจำตัวรถได้อย่างชัดเจน เส้นสายด้านข้างรถดูโฉบเฉี่ยวต่อเนื่องตั้งแต่ส่วนซุ้มล้อหน้าจนถึงด้านท้ายของตัวรถ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ประกอบกับยางหน้าขนาด 245/30 R20 และยางหลังขนาด 305/30 R20 ช่วยเสริมท่าทางที่ดูสปอร์ต การออกแบบด้านหลังของรถเป็นจุดเด่น โดยติดตั้งสปอยเลอร์ขนาดเล็กแบบติดตาย (ที่ดูสบายตามากกว่า Performante ที่ใช้สปอยเลอร์ขนาดใหญ่) ด้านล่างได้รับการออกแบบเป็นท่อไอเสียคู่สองฝั่งล้อมรอบด้วยแผ่นกระจายลม ซึ่งจากข้อมูลของทางบริษัท การออกแบบอากาศพลศาสตร์นี้สามารถเพิ่มแรงกดขณะขับขี่ได้ถึง 35% ในขณะที่ลดแรงต้านอากาศได้ถึง 20% ในส่วนของระบบแสงไฟ ไฟท้ายยังคงใช้การออกแบบลายตัว Y อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เมื่อติดไฟแล้วจะให้เอฟเฟกต์ที่โดดเด่น ส่วนไฟตัดหมอกหน้ามีให้เป็นมาตรฐาน ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ในสภาพอากาศฝนตกบ่อยในประเทศไทย
เมื่อเข้าสู่ภายในรถ ห้องโดยสารใช้โทนสีดำเป็นหลัก ผสมผสานกับวัสดุ Alcantara และแผ่นตกแต่งคาร์บอนไฟเบอร์ สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสปอร์ต แผงควบคุมกลางออกแบบให้เรียบง่าย โดยมีหน้าจอสัมผัสขนาด 8.4 นิ้วที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto การใช้งานมีความเป็นธรรมชาติและการตอบสนองรวดเร็ว พวงมาลัยออกแบบฐานแบนและมาพร้อมปุ่มกดฟังก์ชันเช่นปุ่มสตาร์ทและเลือกโหมดการขับขี่ ส่วนด้านล่างมีแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่มีพื้นผิวเป็นโลหะ ให้สัมผัสที่มั่นคง เพิ่มความรู้สึกในพิธีการระหว่างขับขี่ เบาะนั่งเป็นแบบบัคเก็ตซีทสไตล์สปอร์ตที่ให้การโอบรอบและรองรับด้านข้างได้อย่างดีเยี่ยม มีระบบปรับไฟฟ้าทำให้การขับขี่ระยะเวลานานไม่ทำให้รู้สึกเมื่อยล้า ระบบอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ เช่น ถุงลมนิรภัย 6 จุด (รวมถึงม่านนิรภัยสำหรับศีรษะทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน และแป้นเปลี่ยนเกียร์เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จัดได้ว่าครบครันในด้านความปลอดภัยและการควบคุม แต่เมื่อเทียบกับรถ GT ในระดับราคาเดียวกันแล้ว ขาดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกบางอย่างเช่นระบบเบาะอุ่น/ระบายอากาศ ซึ่งรถคันนี้มุ่งเน้นด้านสมรรถนะเป็นหลัก
ในเรื่องของพื้นที่ใช้สอย ขนาดตัวรถอยู่ที่ 4567mm×1933mm×1165mm และฐานล้อยาว 2620mm โดยเป็นซูเปอร์คาร์แบบ 2 ประตู 4 ที่นั่ง ซึ่งพื้นที่ด้านหน้ากว้างขวาง ผู้โดยสารที่มีความสูง 180 ซม. สามารถนั่งแล้วมีพื้นที่สำหรับศีรษะและขาเพียงพอ แต่สำหรับเบาะหลังนั้นสามารถรองรับได้เพียงเด็กเล็กหรือใช้วางสิ่งของขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ค่อยเหมาะสำหรับการใช้งานในแง่ของความสะดวกสบายมากนัก ความจุของฝากระโปรงท้ายอยู่ที่ 100 ลิตร สามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดขึ้นเครื่องได้เพียงหนึ่งใบหรือของใช้ส่วนตัวเล็กน้อย ในการเดินทางประจำวันอาจเพียงพอ แต่การเดินทางระยะยาวที่ต้องบรรทุกสัมภาระเพิ่มเติมอาจค่อนข้างจำกัด ช่องเก็บของภายในรถมีไม่มาก กล่องเก็บของตรงกลางและช่องเก็บของตรงประตูมีขนาดเล็ก ทำให้ต้องอาศัยที่วางแก้วในการจัดเก็บสิ่งของเป็นหลัก
ในส่วนของการขับขี่ Lamborghini Huracan Tecnica มาพร้อมเครื่องยนต์ 5.2 ลิตร แบบ V10 หายใจเอง กำลังสูงสุดที่ประมาณ 8000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ประมาณ 6500 รอบ/นาที (หมายเหตุ: ข้อมูลจากทางการยังไม่ระบุค่าแรงม้าและแรงบิดที่ชัดเจน แต่หากอ้างอิงจากรุ่นในซีรีส์เดียวกันจะอยู่ที่ประมาณ 640 แรงม้า และแรงบิด 565 นิวตันเมตร) จับคู่กับเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามข้อมูลจากทางการแค่ 3.2 วินาที ในการขับขี่จริง การตอบสนองเครื่องยนต์ในช่วงออกตัวมีความตรงไปตรงมา เมื่อเหยียบคันเร่งลึก เสียงเครื่องยนต์ V10 จะกระหึ่มอย่างทันที กระบวนการเร่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องและราบเรียบ แรงดันหลังสามารถสัมผัสได้ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบสูงสุดที่แถบแดง ในการเร่งแซงเพียงแค่กดแป้นเปลี่ยนเกียร์ซ้ายขวา เกียร์จะลดระดับอย่างรวดเร็ว กำลังแรงทันใจ มีโหมดการขับขี่ให้เลือกสามโหมดได้แก่ Strada (ถนนทั่วไป), Sport (สปอร์ต), และ Corsa (สนามแข่ง) โหมด Strada การส่งกำลังค่อนข้างนุ่มนวล เกียร์เปลี่ยนได้อย่างราบรื่น เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง โหมด Sport เสียงท่อไอเสียรุนแรงขึ้น เกียร์เปลี่ยนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การส่งแรงบิดตอบสนองไวขึ้น ส่วนโหมด Corsa จะปลดปล่อยสมรรถนะอย่างเต็มที่ ระบบช่วงล่างจะแข็งขึ้น และระบบพวงมาลัยจะปรับให้ตรงมากขึ้น เหมาะสมสำหรับการขับในสนามแข่ง
ด้านการควบคุมและระบบช่วงล่างมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม พวงมาลัยตอบสนองแม่นยำ มีพื้นที่ว่างน้อย และให้ความรู้สึกตอบกลับชัดเจน สามารถถ่ายทอดข้อมูลจากพื้นถนนได้ทันที ระบบช่วงล่างใช้แบบปีกนกคู่ที่ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง โดยการปรับตั้งค่อนข้างแข็ง แต่ในถนนในเมืองไทยที่มีลูกระนาดหรือลักษณะถนนขรุขระเล็กน้อยสามารถกรองแรงกระแทกได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับกระเด้งที่ส่งผลต่อความสบายตัว ด้านการเข้าโค้ง รถมีการเอียงตัวน้อยมาก ยางยึดเกาะถนนดี แม้แต่ในโค้งที่ความเร็วสูงยังสามารถรักษาความมั่นคงได้ ในการทดสอบประสิทธิภาพโดยเฉพาะ ด้านอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทางการระบุว่าประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่ 13.1 ลิตร/100 กิโลเมตร แต่ในการขับขี่ในเมืองจริงอยู่ที่ประมาณ 16-18 ลิตร/100 กิโลเมตร และเมื่อขับบนทางหลวงสามารถลดเหลือประมาณ 11-12 ลิตร/100 กิโลเมตร ซึ่งสำหรับรถซูเปอร์คาร์ที่ใช้เครื่องยนต์ V10 ถือว่าอยู่ในระดับปกติ ประสิทธิภาพการเบรกยังไม่มีการทดสอบอย่างมืออาชีพ แต่จากการขับขี่จริงแป้นเบรกมีการเดินทางที่สั้น และกำลังการเบรกเพียงพอ ให้ความมั่นใจสูง
ในส่วนของความสะดวกสบายในการขับขี่ การควบคุมเสียงรบกวนในบรรดารถซูเปอร์คาร์ถือว่าดี ในโหมด Strada ขณะขับที่ความเร็ว 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เสียงลมและเสียงยางน้อยมาก และเสียงเครื่องยนต์ยังถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ในโหมด Sport เสียงท่อไอเสียจะส่งผ่านเข้ามาในห้องโดยสารมากขึ้น แต่ไม่ได้ดังจนเกินไป ส่วนเบาะนั่งถึงแม้จะมีลักษณะเหมาะสำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต แต่การบุผ้าค่อนข้างนุ่ม นั่งได้นานโดยไม่รู้สึกปวดหลัง เหมาะสำหรับการเดินทางในเมืองไทยที่ใช้เวลาเดินทาง 1-2 ชั่วโมง
กล่าวโดยสรุป จุดเด่นสำคัญของ Lamborghini Huracan Tecnica อยู่ที่ประสบการณ์การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ V10 หายใจเองที่แท้จริง สมรรถนะการควบคุมที่แม่นยำ และความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวันที่เป็นมิตรเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเพื่อสนามแข่ง หากเทียบกับรถตระกูลเดียวกันอย่าง Ferrari F8 Tributo ความเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังของ Huracan Tecnica เหมาะกับผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์ที่ต้องการสนุกกับการดริฟท์ อีกทั้งยังมีราคาไม่สูงมาก (คู่มือแนะนำราคาในตลาดไทยอยู่ที่ 22.98 ล้านบาท ต่ำกว่าราคาของ F8 Tributo ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 25 ล้านบาท) หากเทียบกับตัว Huracan Evo จากยี่ห้อเดียวกัน ตัว Tecnica มีแอโรไดนามิกที่ดีกว่า และการควบคุมที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น พร้อมกับยังคงความสะดวกสบายในการขับขี่ในชีวิตประจำวัน
โดยสรุปแล้ว Huracan Tecnica เหมาะสำหรับคนสองกลุ่ม: กลุ่มแรกคือผู้ที่หลงใหลในการขับขี่ ชื่นชอบเสียงเครื่องยนต์ V10 ที่บริสุทธิ์ และสมรรถนะที่เหมาะกับสนามแข่ง พร้อมทั้งสามารถใช้งานในเมืองได้ในบางครั้ง และกลุ่มที่สองคือผู้ที่ชื่นชอบแบรนด์ Lamborghini แต่ไม่พอใจกับรถ GT รุ่นปกติ และต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับมากขึ้น หากคุณกำลังมองหารถซูเปอร์คาร์ที่เหมาะทั้งกับการลงสนามแข่งและการขับไปที่ร้านกาแฟ Huracan Tecnica เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ - มันไม่ใช่รถ GT ที่สะดวกสบายที่สุด และก็ไม่ใช่รถซูเปอร์คาร์สำหรับสนามแข่งที่เร็วที่สุด แต่เป็นจุดสมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่างสองคุณสมบัตินี้อย่างแน่นอน
Lamborghini Huracan เปรียบเทียบรถยนต์











