รีวิว Mercedes-Benz S-Class S 350 d Exclusive





ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดรถซีดานหรูระดับผู้บริหารของประเทศไทยยังคงมีความต้องการที่มั่นคง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับแบรนด์ที่สะท้อนถึงตัวตน และให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น S 350 d Exclusive ซึ่งเป็นรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นแกนหลักของซีรีส์ซีดานรุ่นเรือธงของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เข้าสู่ตลาดด้วยราคา 6.39 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นจุดขายหลัก "สมดุลระหว่างความหรูหราและความคุ้มค่า"—ซึ่งยังคงคุณสมบัติการใช้งานระดับหรูที่เป็นสัญลักษณ์ของ S-Class ไว้ ในขณะเดียวกันก็ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อลดต้นทุนการใช้งาน บททดสอบครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดการออกแบบ ความสะดวกสบายด้านพื้นที่ การแสดงสมรรถนะ และฉากการใช้งานในชีวิตประจำวัน เพื่อดูว่ามันสามารถตอบสนองความต้องการหลากหลายของผู้ใช้งานระดับไฮเอนด์ในประเทศไทยได้หรือไม่
สำหรับภายนอก S 350 d Exclusive ยังคงสไตล์สง่างามของ S-Class รุ่นใหม่ เส้นสายโดยรวมราบเรียบและเปี่ยมด้วยพลัง ด้านหน้ารถใช้กระจังหน้าดาวขนาดใหญ่ พร้อมไฟหน้า LED อัจฉริยะสองข้างที่มีดีไซน์เฉียบคม ซึ่งสร้างเอกลักษณ์ได้อย่างชัดเจน ด้านข้างตัวรถมีเส้นสายที่ยาวตลอดหน้าถึงหลัง ยางขนาด 245/45 R19 พร้อมล้ออัลลอยด์ดีไซน์หลายก้าน ไม่เพียงเสริมความหรูหรา แต่ยังเหมาะสมกับอัตลักษณ์รถซีดานระดับผู้บริหาร ด้านท้ายรถมีไฟท้าย LED แบบวางแนวนอนที่ทำงานร่วมกับท่อไอเสียโครเมียมคู่ซ้ายขวา เพิ่มความเรียบง่ายแต่คงไว้ซึ่งความประณีต ระบบไฟสนับสนุนการปรับระดับไฟสูง-ต่ำและฟังก์ชันไฟเลี้ยวแบบไดนามิก เมื่อเปิดไฟตอนกลางคืนแสดงผลที่สวยงามและยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
เมื่อเข้ามาภายในห้องโดยสาร การออกแบบเน้นการใช้หนังสีดำและลายไม้เป็นโทนหลัก วัสดุที่ใช้ให้ความรู้สึกหรูหรา ส่วนของแผงควบคุมกลางติดตั้งหน้าจอสัมผัสแบบ OLED ขนาด 12.8 นิ้ว พร้อมระบบโต้ตอบอัจฉริยะ MBUX ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงและการเคลื่อนไหวมือ การตอบสนองรวดเร็วและแม่นยำ ชุดหน้าปัดแบบหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วสามารถปรับแต่งเพื่อแสดงข้อมูลการขับขี่ แผนที่นำทาง และอื่น ๆ สำหรับฟีเจอร์ที่ติดตั้ง เบาะนั่งด้านหน้าสามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้า มีฟังก์ชันทำความร้อนและระบายอากาศ เบาะผู้โดยสารด้านหลังมาพร้อมแผงควบคุมแอร์แยกส่วนและพอร์ตชาร์จ USB ตรงกลางมีที่เก็บของและที่วางแก้ว ที่สำคัญคือ พื้นที่วางขาด้านหลังที่ยาว 3,165 มม. ทำให้มีพื้นที่เหลือเหนือหัวเข่ามากกว่า 2 หมัดสำหรับผู้โดยสารที่มีส่วนสูง 180 ซม. และพื้นที่เหนือศีรษะก็ไม่อึดอัด สามารถตอบสนองความต้องการทั้งในการรับรองธุรกิจหรือการใช้งานในครอบครัว
ด้านสมรรถนะ S 350 d Exclusive ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.9L แบบหกสูบเรียง ให้กำลังสูงสุด 210 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ในการขับขี่จริง ช่วงออกตัวให้กำลังที่ราบรื่น เมื่อเหยียบคันเร่งลึก แรงบิดจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ตามข้อมูลของบริษัทอยู่ที่ 6 วินาที การเร่งแซงหรือการวิ่งทางไกลบนทางหลวงมีกำลังเพียงพอ เมื่อปรับเป็นโหมดสปอร์ต การเปลี่ยนเกียร์ของเกียร์อัตโนมัติมีความรวดเร็วขึ้นและคันเร่งตอบสนองเร็วขึ้น ทำให้ได้สัมผัสถึงความสนุกในการขับขี่ ส่วนในโหมดประหยัด น้ำหนักเครื่องยนต์จะนุ่มนวลและประหยัดพลังงานมากขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางไกล ช่วงล่างใช้ระบบกันสะเทือนแบบถุงลม เพื่อรับมือกับถนนที่มีหลุมบ่อในประเทศไทย สามารถกรองแรงสะเทือนได้ดี ทำให้ตัวรถคงอยู่ในสภาพมั่นคง ขณะเข้าโค้งระบบกันสะเทือนรองรับได้ดี ควบคุมการโยกรถให้อยู่ในระดับเหมาะสม รวมข้อดีทั้งด้านความสะดวกสบายและการควบคุม
ในส่วนการทดสอบเฉพาะเจาะจง เครื่องยนต์ดีเซลทำผลงานได้โดดเด่นในด้านการประหยัดน้ำมัน โดยทดสอบในเมืองใช้น้ำมันประมาณ 7.5 ลิตร/100 กม. และบนทางหลวงลดลงเหลือ 6.2 ลิตร/100 กม. ด้วยถังน้ำมันความจุ 70 ลิตร สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 900 กม. เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางไกลบ่อยครั้ง ประสิทธิภาพการเบรกมีความเสถียร ระยะเบรกจาก 100-0 กม./ชม. อยู่ที่ประมาณ 38 เมตร ซึ่งเป็นมาตรฐานรถซีดานหรู การควบคุมเสียงรบกวนทำได้ดีมาก เมื่อเครื่องยนต์อยู่ในรอบเดินเบา แทบไม่ได้ยินเสียงสั่นสะเทือนที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ดีเซล ขณะที่วิ่งบนความเร็วสูง เสียงลมและเสียงยางที่เข้ามาในห้องโดยสารถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรวมกับที่นั่งที่สะดวกสบาย ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการขับขี่ในระยะเวลาอันยาวนาน
โดยรวมแล้ว S 350 d Exclusive มีจุดเด่นอยู่ที่ “ความสมดุล” — การออกแบบภายในและภายนอกที่หรูหรา พื้นที่กว้างขวาง การขับเคลื่อนที่มั่นคง และต้นทุนการใช้งานที่ต่ำจากเครื่องยนต์ดีเซล เมื่อเปรียบเทียบกับ BMW 730d หรือ Audi A8L 50 TDI ที่อยู่ในระดับเดียวกัน S 350 d Exclusive มีข้อได้เปรียบในด้านความฉลาดของระบบ MBUX และความละเอียดในงานตกแต่งภายใน อีกทั้งยังมีพื้นที่เบาะหลังที่กว้างขวางมากกว่า รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับสองกลุ่มเป้าหมาย: กลุ่มแรกคือ ผู้ใช้งานในองค์กรที่ต้องการรถสำหรับต้อนรับหรือใช้งานทางธุรกิจ ซึ่งมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่สง่างามและเบาะหลังที่สะดวกสบายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า อีกกลุ่มคือ ครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและการใช้งานได้จริง โดยเครื่องยนต์ดีเซลช่วยประหยัดน้ำมันและให้ระยะการขับขี่ที่ไกล ช่วยลดความถี่ในการเติมน้ำมัน และพื้นที่ที่กว้างขวางยังเหมาะสำหรับการเดินทางทั้งครอบครัว
โดยสรุปแล้ว S 350 d Exclusive ถือเป็นรถซีดานหรูระดับผู้บริหารที่ “ไม่มีจุดด้อยที่ชัดเจน” ซึ่งผสมผสานเอกลักษณ์ของแบรนด์ Mercedes-Benz เครื่องยนต์ดีเซลประหยัดน้ำมัน และอุปกรณ์ที่ครบครันเข้าไว้ด้วยกัน เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดรถยนต์ระดับไฮเอนด์ในประเทศไทย
Mercedes-Benz S-Class เปรียบเทียบรถยนต์











