รีวิว Volkswagen e-Golf Standard 2023

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับ C ของประเทศไทยมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่รถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและยังมีคุณภาพแบบเยอรมันจำนวนนั้นกลับยังคงมีไม่มากนัก Volkswagen e-Golf Standard รุ่นปี 2023 เป็นรุ่นที่ออกแบบบนพื้นฐานโครงสร้างตัวถัง Volkswagen Golf ที่คุ้นเคย พร้อมติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน โดยยังคงรักษาความโดดเด่นในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Volkswagen ไว้ได้อย่างครบถ้วน สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคที่จับตามองรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับครอบครัวมีความสนใจอย่างมาก จุดประสงค์หลักของการทดลองขับในครั้งนี้คือเพื่อตรวจสอบว่ายานยนต์รุ่นนี้สามารถแสดงศักยภาพในสภาพการเดินทางในเมืองและการออกทริประยะสั้นในประเทศไทยได้ดีเพียงใด และมันจะสามารถก้าวขึ้นมาโดดเด่นในตลาดรถยนต์ระดับเดียวกันด้วยความสมดุลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ได้หรือไม่
เมื่อมองจากภายนอก e-Golf Standard ยังคงรูปทรง 5 ประตูคลาสสิกของตระกูล Golf เส้นสายทั้งหมดดูเรียบง่ายและลื่นไหล โดยไม่พยายามออกแบบให้ดูเป็นอนาคตแบบรถยนต์ไฟฟ้า แต่กลับดูเหมาะสมกับรสนิยมของผู้ใช้รถยนต์สำหรับครอบครัวทั่วไป ด้านหน้ารถมาพร้อมกับกระจังหน้าแบบปิดที่มาแทนการออกแบบกระจังหน้าสำหรับรถน้ำมัน เวลส์ของ VW ที่ฝังอยู่ใต้จุดชาร์จไฟฟ้าที่ชัดเจนนี้ถือเป็นเครื่องหมายสำคัญที่บ่งบอกถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ชัดเจนมากที่สุด เส้นตัวถังด้านข้างลากผ่านจากด้านหน้าถึงท้ายรถ โดยล้อขนาด 16 นิ้วช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ดูน่าดึงดูด การออกแบบส่วนท้ายของรถถูกออกแบบให้เรียบง่าย ไฟท้ายมีแหล่งกำเนิดแสงเป็น LED ที่ให้ความโดดเด่นเมื่อเปิดใช้งาน กันชนด้านหลังไม่มีท่อไอเสีย ซึ่งช่วยเสริมตัวตนของรถยนต์ไฟฟ้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รูปลักษณ์โดยรวมของ e-Golf ถือว่าเป็นสไตล์เรียบง่ายดูนานน่าใช้ จะไม่มีดีไซน์ที่ล้ำหน้าจนทำให้ผู้ใช้รู้สึกโดนปิดกั้น
เมื่อเข้ามาในห้องโดยสาร ดีไซน์ภายในคล้ายกับเวอร์ชันใช้น้ำมัน เน้นการใช้งานที่สะดวกเป็นหลัก คอนโซลหน้าใช้วัสดุสัมผัสนุ่ม ตกแต่งด้วยแผงเคลือบเงาสีดำและแถบสีเงิน แม้จะไม่สามารถถูกเรียกว่าหรูหราได้ แต่ก็ให้สัมผัสที่มีคุณภาพซึ่งอยู่ในระดับกลางถึงค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับรถในรุ่นเดียวกัน หน้าจอคอนโซลกลางขนาด 8 นิ้ว ถือเป็นจุดเด่นของภายใน โดยมีหน้าแสดงผลที่เรียบง่ายและใช้งานง่าย สนับสนุนการเชื่อมต่อบลูทูธและฟังก์ชันเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกสบายพอสมควร พวงมาลัยหุ้มหนังให้สัมผัสที่สบายมือ ปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชันทั้งสองด้านสามารถใช้ควบคุมระบบมัลติมีเดีย การโทรศัพท์ และระบบช่วยขับที่มาพร้อมกัน ส่วนปุ่มเหยียบใต้พวงมาลัยถูกออกแบบมาให้ปรับระดับการชาร์จพลังงานคืนจากเบรกได้ เบาะที่นั่งออกแบบจากวัสดุผ้าผสมหนังให้การรองรับดี ที่นั่งด้านหน้าสามารถปรับได้ด้วยมือ ใช้งานเป็นเวลานานโดยไม่รู้สึกเมื่อยล้า ขนาดตัวรถมีความยาว x กว้าง x สูง เท่ากับ 4270 มม., 1799 มม., 1482 มม. ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2631 มม. พื้นที่ในที่นั่งด้านหน้ากว้างขวาง ผู้โดยสารที่มีความสูง 180 ซม. สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบาย โดยมีพื้นที่เหนือหัวและบริเวณขาที่เพียงพอ พื้นที่ในที่นั่งด้านหลังสำหรับรถระดับ C นั้นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อมีผู้โดยสารครบสามคนในแถวหลัง จะรู้สึกคับแคบเล็กน้อยแต่สามารถใช้งานในครอบครัวได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ พื้นที่เก็บสัมภาระหลังรถมีความจุ 341 ลิตร ซึ่งสามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาด 28 นิ้วได้ 2 ใบ และยังคงมีที่เหลือ นอกจากนี้เบาะหลังยังสามารถพับแยกแบบอิสระได้ เมื่อพับแล้วจะสามารถเก็บของที่มีความยาวมากขึ้น ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานอีกด้วย
ด้านสมรรถนะ e-Golf Standard มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้าที่มีกำลังสูงสุด 136 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร เชื่อมต่อกับระบบเกียร์สปีดอัตโนมัติแบบตัวเดียว (หมายเหตุ: ในตารางข้อมูลที่ระบุว่าเป็น DCT อาจเป็นการผิดพลาด เนื่องจาก e-Golf พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบเป็นเกียร์สปีดเดียว) ในการขับขี่ทั่วไป ตัวรถตอบสนองการเร่งความเร็วได้อย่างตรงไปตรงมา ขณะออกตัวให้ความรู้สึกเบา เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดของเมืองสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างคล่องตัว เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมด Sport การส่งพลังงานจะมีความเร่งเต็มที่มากขึ้น ซึ่งเพิ่มความมั่นใจในการเร่งแซง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดของพลังมอเตอร์ สมรรถนะที่ความเร็วสูงที่สุดจึงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองและรอบนอกเมืองมากกว่า ด้านการควบคุม ถือเป็นจุดเด่นของ e-Golf หนึ่งอย่าง การหมุนพวงมาลัยมีความแม่นยำ ช่องว่างที่เป็นจุดบอดมีน้อย การควบคุมตัวถังรถขณะเข้าโค้งมีความเสถียร ระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งให้ค่อนไปทางแข็ง ช่วยให้รับรู้สภาพพื้นผิวถนนได้อย่างชัดเจน และสามารถลดแรงกระแทกจากพื้นผิวที่ขรุขระได้ดีในระดับหนึ่งโดยไม่ให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สบายเกินไป
สำหรับการทดสอบขับครั้งนี้ เป็นการทดสอบสมรรถนะระยะทางและการใช้พลังงานของ e-Golf ในสภาพการจราจรที่แออัดในเขตเมืองของประเทศไทย พร้อมเปิดระบบปรับอากาศและฟังเพลงตลอดเส้นทาง พบว่ามีการใช้พลังงานเฉลี่ยประมาณ 15kWh/100km; เมื่อขับในเส้นทางรอบนอกเมืองที่มีการจราจรลื่นไหลขึ้น การใช้พลังงานลดลงอยู่ที่ประมาณ 12kWh/100km โดยคำนวณจากระยะทางที่ระบุโดยผู้ผลิต ระยะทางใช้งานจริงสามารถบรรลุได้กว่า 80% ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและชาร์จเพียงสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ สำหรับระบบชาร์จเร็ว การชาร์จไฟ 5 ชั่วโมงสามารถเติมแบตเตอรี่จาก 0 ถึง 80% ถึงแม้ว่าความเร็วในการชาร์จจะยังไม่เทียบเท่ากับรถรุ่นใหม่บางประเภท แต่สำหรับการใช้งานในบ้าน การชาร์จในช่วงเวลากลางคืนที่ค่าไฟต่ำก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ในแง่ของการควบคุมเสียงรบกวน e-Golf ทำได้อย่างน่าประทับใจ ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำจะไม่มีเสียงรบกวนเลย และในความเร็วสูง เสียงลมและเสียงยางก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ ไม่รบกวนการสนทนาภายในรถ
โดยสรุปแล้ว จุดเด่นของ Volkswagen e-Golf Standard ปี 2023 คือลักษณะเด่นที่สมดุล - ทั้งความรู้สึกการขับขี่แบบรถเยอรมัน การออกแบบพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสม ระบบความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ (มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ลูก, ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบเตือนออกนอกเลน) และสมรรถนะระยะทางที่ครอบคลุม แม้เทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกันแล้ว จะมีจุดด้อยในแง่ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่และเทคโนโลยีบางส่วน แต่ด้วยการออกแบบภายในที่เข้าใจง่ายและคุณภาพการขับขี่ที่มั่นคง ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความสะดวกสบาย
กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถรุ่นนี้คือ ครอบครัวในเมืองที่มีความต้องการเดินทางระยะทางประจำวัน หรือผู้ที่ต้องการออกทริประยะสั้นเป็นครั้งคราว หรือเป็นผู้ที่ชื่นชอบในคุณภาพแบบรถเยอรมันที่ไม่ต้องการเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินไป หากคุณกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับครอบครัวที่มีหน้าตาเรียบง่าย ขับขี่สะดวก ใช้งานได้จริง และมีคุณภาพน่าเชื่อถือ e-Golf Standard จะเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา
Volkswagen e-Golf เปรียบเทียบรถยนต์












