รูป Ferrari

รีวิว 2019 Ferrari Monza SP2 public

2019 Ferrari Monza SP2 publicเป็นรถสปอร์ตคอลเลกชันจำกัดในซีรีย์ Icona โดดเด่นด้วยการออกแบบเปิดประทุนแบบคลาสสิก, แรงม้า 810 V12 และประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์ เพื่อเป็นการคารวะอารมณ์ความรู้สึกของสนามแข่งในตำนาน
รูป Ferrari Monza SP2
รูป Ferrari Monza SP2
รูป Ferrari Monza SP2
รูป Ferrari Monza SP2
รูป Ferrari Monza SP2
ยังไม่คอนเฟิร์ม
2019 Ferrari Monza SP2 public
ตัวถัง
Convertible
เซกเมนท์
-
ปริมาตรกระบอกสูบ(ลิตร)
-
กำลังเครื่องยนต(พีเอส)
-
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร)
-
ระบบเกียร์
-
ดู Ferrari Monza SP2 >
ดูข้อมูลจำเพาะทั้งหมด >
รีวิว
รีวิวผู้ใช้

ตลาดซูเปอร์คาร์ในประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้มีความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มรถรุ่นหายาก โดยนักสะสมจำนวนไม่น้อยเริ่มสนใจรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นที่ผสานการออกแบบคลาสสิกกับสมรรถนะที่ทันสมัย Ferrari Monza SP2 ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานตัวแทนของซีรีส์ Icona ด้วยการออกแบบรถเปิดประทุนแบบวินเทจและประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์ จึงกลายเป็นรถที่ได้รับความสนใจอย่างมากในตลาดเฉพาะกลุ่ม ในครั้งนี้เราจะทำการทดสอบการขับขี่จริง เพื่อค้นหาว่ารถที่อุทิศให้กับรถแข่ง Barchetta ในยุค 1950 รุ่นนี้มีประสิทธิภาพในการออกแบบ สมรรถนะ และประสบการณ์การใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างไร เพื่อดูว่ามันสามารถตอบสนองความต้องการของนักสะสมระดับสูงที่มองหาสมดุลระหว่าง "อารมณ์ของสนามแข่งและการขับขี่บนถนน" ได้หรือไม่

จากรูปลักษณ์ภายนอก Monza SP2 มีสไตล์ที่ถอดแบบมาจากรถ Barchetta คลาสสิกด้วยการออกแบบที่ไม่มีหลังคา เส้นโค้งของตัวรถดูลื่นไหลและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ส่วนหน้าของรถใช้ฝากระโปรงเตี้ยและกระจังหน้าขนาดใหญ่ โดยโครงสร้างภายในกระจังหน้าเป็นตาข่ายพร้อมตราม้าคะนองอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ทำให้จดจำได้ง่าย ด้านข้างของรถเส้นสายเฉียงจากปีกหน้าไปยังท้ายรถ พร้อมล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ช่วยเสริมท่าทางที่ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนท้ายรถมีการออกแบบที่เรียบง่าย ไฟท้ายใช้ไฟ LED ทรงยาวบางซึ่งสอดคล้องกับท่อไอเสียแบบสี่ท่อคู่ที่วางอยู่ด้านล่าง สร้างความสมดุลที่ลงตัวระหว่างความวินเทจและความทันสมัย ทางด้านระบบไฟส่องสว่าง ไฟหน้าใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ LED แบบเมตริกซ์ที่ให้ความสว่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งรองรับฟังก์ชั่นปรับระยะไกล-ใกล้แบบอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีความสวยงามและใช้งานได้จริง

เมื่อเข้าสู่ภายในห้องโดยสาร สไตล์ของ Monza SP2 ให้ความสำคัญกับการ "ขับขี่แบบมินิมอล" โดยมีการจัดวางแผงคอนโซลอย่างเรียบง่ายแทบไม่มีปุ่มจริงที่เกินความจำเป็น เบาะนั่งใช้วัสดุไฟเบอร์คาร์บอนหุ้มด้วยผ้า Alcantara ซึ่งไม่เพียงแต่ให้สัมผัสที่ยอดเยี่ยม แต่ยังให้ความกระชับในระดับดีเยี่ยม บริเวณคอนโซลกลางมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ CarPlay และการเชื่อมต่อ Bluetooth อย่างไรก็ตามอินเทอร์เฟซของระบบมีความเรียบง่าย เน้นการแสดงฟังก์ชั่นที่เกี่ยวกับการขับขี่เป็นหลัก ในด้านอุปกรณ์ รถคันนี้ติดตั้งแผงหน้าปัดดิจิตอล พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และระบบกล้องมองหลัง แม้จะไม่มีฟีเจอร์หรูหราดังเช่นรถหรูทั่วไป แต่สำหรับรถที่เน้นประสบการณ์การขับขี่เป็นหลัก เช่นนี้ ฟีเจอร์ที่ให้มาก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ในด้านของการใช้งานพื้นที่ Monza SP2 มีขนาดตัวรถอยู่ที่ 4657mm×1996mm×1155mm ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2720mm ในฐานะที่เป็นรถเปิดประทุนแบบสองที่นั่ง พื้นที่สำหรับนั่งด้านหน้าค่อนข้างกว้างขวาง ผู้ทดลองขับที่มีความสูง 180cm นั่งในที่นั่งคนขับสามารถเคลื่อนไหวส่วนหัวและขาได้อย่างสบายใจ สำหรับการเก็บของ ภายในห้องโดยสารมีเพียงช่องเก็บของขนาดเล็กใต้แผงคอนโซลและด้านหลังเบาะนั่งเท่านั้น ขณะที่ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีความจุประมาณ 100 ลิตร ซึ่งรองรับเพียงสัมภาระขนาดเล็กเท่านั้น การใช้งานจริงจึงค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการตั้งเป้าเป็นรถซูเปอร์คาร์สำหรับสะสม ประสิทธิภาพของพื้นที่ก็คงไม่ใช่จุดขายหลัก

ในด้านสมรรถนะ Monza SP2 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรแบบธรรมชาติให้กำลังสูงสุด 810 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 719N·m ระบบส่งกำลังคือเกียร์คู่คลัตช์ 7 สปีด ในการขับขี่จริง การตอบสนองของเครื่องยนต์มีความรวดเร็วมาก เมื่อออกตัวเพียงแค่กดคันเร่งเบาๆ ก็สามารถรู้สึกถึงแรงส่งตัวที่หนักแน่นได้เลย การเร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 2.9 วินาที ในโหมดสปอร์ต เสียงลั่นเครื่องยนต์จะยิ่งน่าทึ่งขึ้น การเปลี่ยนเกียร์ก็เร็วขึ้นไปอีก กำลังสำรองในช่วงแซงนั้นมีความเพียงพอ แทบไม่มีอาการช้าให้เห็นเลย

ในด้านสมรรถนะการควบคุม Monza SP2 มีพวงมาลัยที่แม่นยำในขณะที่หมุน การเว้นว่างมีน้อยมาก สามารถตอบสนองข้อมูลพื้นถนนได้อย่างชัดเจน ตัวแชสซีใช้ระบบช่วงล่างอิสระปีกนกสองชั้นด้านหน้าและมัลติลิงค์ด้านหลัง การปรับช่วงล่างค่อนข้างแข็ง มั่นคงมากในขณะเข้าโค้ง สามารถควบคุมการเอียงของตัวรถได้ดีเยี่ยม ในการวิ่งผ่านถนนขรุขระ ช่วงล่างสามารถกรองแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่หลุมขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบโดยตรงถึงภายในรถ ทำให้ความสบายเสียหายไปบ้าง ในฐานะที่เป็นรถขับเคลื่อนหลัง มีสมรรถนะการควบคุมที่สูงมาก และเมื่อรวมกับระบบควบคุมเสถียรภาพอิเล็กทรอนิกส์ แม้จะขับขี่ในเชิงรุกก็ยังคงเสถียรภาพได้

ในการทดสอบสมรรถนะเฉพาะด้าน เรามุ่งเน้นไปที่การเร่งความเร็วและสมรรถนะการเบรก ในการทดสอบการเร่งความเร็ว รถแสดงผลการทำงานที่ดุดันมากเมื่ออยู่ในโหมด Launch Control หลังจากล้อหมุนสั้นๆ ก็เกาะถนนได้ทันที กระบวนการเร่งความเร็วทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่น ในด้านการเบรก รถติดตั้งระบบเบรกเซรามิกคาร์บอน ระยะเบรกสั้นและไม่มีการลดสมรรถนะที่ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจน หลังจากเบรกต่อเนื่องหลายครั้ง สมรรถนะยังคงเสถียร ในเรื่องของการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากคุณสมบัติของเครื่องยนต์ V12 ที่มีความจุใหญ่ ระดับการบริโภคน้ำมันในเมืองอยู่ที่ประมาณ 18 ลิตร/100 กิโลเมตร และสำหรับทางหลวงอยู่ที่ประมาณ 12 ลิตร/100 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในระดับปกติสำหรับรถประเภทนี้

ในด้านความสะดวกสบายในการขับขี่ที่นั่งของ Monza SP2 มีการหุ้มตัวที่ดี แต่ถ้าขับขี่เป็นเวลานานอาจจะรู้สึกถึงการรองรับบั้นเอวที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากการออกแบบแบบเปิด หลังคา ในขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงเสียงลมจะดังพอสมควร อย่างไรก็ตามรถติดตั้งแผ่นกันลม หากเปิดใช้งานสามารถช่วยลดเสียงลมที่ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ในการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เสียงเครื่องยนต์ของรถในแต่ละโหมดการขับขี่จะแตกต่างกันไป ในโหมด Sport เสียงจะเร้าใจ ในขณะที่ในโหมด Comfort เสียงจะเบาลง ซึ่งช่วยรักษาความเงียบสงบในการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้

สรุปได้ว่า จุดเด่นหลักของ Ferrari Monza SP2 คือการออกแบบแบบเปิดหลังคาแบบย้อนยุค, สมรรถนะที่แข็งแกร่งจากเครื่องยนต์ V12 และประสบการณ์การขับขี่ที่แท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน เช่น McLaren Elva, Monza SP2 มีการออกแบบที่มีความโดดเด่นในเรื่องอารมณ์ย้อนยุค และยังมีความโดดเด่นด้านสมรรถนะที่เหนือกว่าเล็กน้อย แต่ในด้านของฟีเจอร์และการใช้งานจริง Monza SP2 อาจต่ำกว่าเล็กน้อย รถรุ่นนี้เหมาะสำหรับนักสะสมระดับสูงที่ต้องการ 'มรดกทางสนามแข่งและความสนุกในการขับขี่' ซึ่งไม่เพียงแต่มองหาสมรรถนะของรถเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมูลค่าการเก็บรักษารถด้วย สำหรับผู้บริโภคทั่วไป Monza SP2 อาจมีความสะดวกสบายและการใช้งานในชีวิตประจำวันที่จำกัด แต่สำหรับกลุ่มเป้าหมาย มันคือรถที่เหมาะสมที่สุดที่ผสานความทรงคุณค่าทางอารมณ์และสมรรถนะอย่างลงตัว

ข้อดี
3.9T V8/V12 เสียงเครื่องยนต์ทรงพลัง น่าตื่นเต้น ประสิทธิภาพการเร่งความเร็วยอดเยี่ยม ความสามารถในการเร่งแซงบนทางหลวงโดดเด่น
ความรู้สึกยึดเกาะถนนดีเยี่ยม ความมั่นคงในขณะเลี้ยวดี ฝนตกประสิทธิภาพการยึดเกาะพื้นถนนน่าประทับใจ
การออกแบบภายนอกที่มีความคลาสสิกและงดงาม ดึงดูดสายตา มีคนเหลียวมองและถ่ายรูป
ข้อเสีย
การออกแบบไม่มีหลังคา/กระจกบังลม เมื่อเจอฝนหรือน้ำโคลนอาจทำให้น้ำซึมเข้าห้องโดยสาร ส่งผลต่อประสบการณ์การนั่ง
หนังภายในแบบย้อนยุค เมื่อโดนน้ำต้องเช็ดทำความสะอาดทันที ความสะดวกใช้ในชีวิตประจำวันยังไม่เพียงพอ
ในความเร็วต่ำช่วงรถติด การเปลี่ยนเกียร์มีสะดุดบางครั้ง และรอบเดินเบาสั่นชัดเจน ส่งผลต่อความราบรื่น
คะแนนรวม
4.6
ดีเยี่ยม
จาก 4 รีวิ
คะแนนแยกตามหมวดหมู่
สมรรถนะ
4.5 / 5
ดีไซน์ภายใน
4.3 / 5
ความปลอดภัย
4.8 / 5
ดีไซน์ภายนอก
4.8 / 5
แสดงรีวิว 4 รายการ
5 ดีเยี่ยม
สายเขียว
เจ้าของ 2019 Ferrari Monza SP2 public
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว พาเพื่อนไปขับรถเล่นที่ถนนบนภูเขาใกล้กับเชียงใหม่ พอออกจากตัวเมืองก็เจอฝนตกทันที ฝนที่ตกกระทบกระจกหน้ารถแบบเปิดหลังคาดังเปาะแปะ เพื่อนรีบดึงผ้าคลุมกันน้ำฉุกเฉินข้างเบาะขึ้นมาใช้ — แม้ว่าหนังภายในที่ออกแบบสไตล์วินเทจจะดูหรูหรา แต่พอโดนน้ำก็ต้องรีบเช็ดทำความสะอาดทันที มีความไม่สะดวกในการใช้งานประจำวันอยู่บ้าง ลดคะแนนลงหนึ่งคะแนนไม่เกินจริง แต่พอเข้าทางภูเขา เสียงคำรามของเครื่องยนต์ 3.9T V8 ผสมกับลมภูเขาที่พัดเข้ามา ขณะเข้าโค้งตัวถังรถยึดติดถนนเหมือนกับถูกแปะด้วยกาว แม้ในวันฝนตกก็ไม่เสียการยึดเกาะถนน แต่ตอนเปลี่ยนเกียร์ในช่วงรถติดความเร็วต่ำ บางครั้งก็มีการกระตุกเล็กน้อย ให้คะแนนประสิทธิภาพ 4 คะแนนกำลังพอดี ที่สุดยอดที่สุดก็คือตอนจอดรถหน้าคาเฟ่ริมถนนบนเขา สีแดงของตัวรถหลังฝนตกและแสงที่ส่องมาทำให้ดูวาววับจนน่าตะลึง นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านหยิบมือถือมาถ่ายภาพ คะแนนความโดดเด่นในด้านรูปลักษณ์สมควรได้ 5 เต็มอย่างไม่ต้องสงสัย
5 ดีเยี่ยม
สายพลังงาน
เจ้าของ 2019 Ferrari Monza SP2 public
หลังจากฝนตกหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขับรถคันนี้ในเส้นทางขึ้นเขาชานเมืองเชียงใหม่ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 3.9T ดังกลบเสียงฝน ขณะเข้าโค้งระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิกตอบสนองได้ทันที ความรู้สึกแนบชิดพื้นเหมือนติดอยู่บนแอสฟัลต์—ให้คะแนนประสิทธิภาพเต็ม 5 คะแนนไม่มีข้อสงสัย แต่น้ำโคลนที่กระเด็นจากฝนตกใส่เข้ามาในห้องโดยสารที่ไม่มีกระจกหน้าต่างทำให้กางเกงเปียกหมดตอนลงจากรถ และตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์แบบเปลือย เมื่อจอดในลานจอดรถกลางแจ้งในกรุงเทพฯ แค่สามวันก็เต็มไปด้วยฝุ่น การเช็ดต้องระมัดระวังอย่างมากเพื่อไม่ให้เกิดรอย ตัวรถดูสวยงามน่าประทับใจจริง แต่ความสะดวกใช้งานในสภาพอากาศและถนนในประเทศไทยนั้นลดลง คะแนน 4 คะแนนกำลังพอดี
5 ดีเยี่ยม
สายบูสต์
เจ้าของ 2019 Ferrari Monza SP2 public
ในช่วงเวลาที่เหยียบคันเร่ง เสียงลมดังกว่าเสียงไอเสียอีก ต้นไม้ข้างทางถอยหลังอย่างรวดเร็ว มันฟินจนขนหัวลุก!
5 ดีเยี่ยม
สายเฟรม
เจ้าของ 2019 Ferrari Monza SP2 public
ก่อนหน้านี้เคยขับ Porsche 911 Turbo S แต่รู้สึกเหมือนขาด "จิตวิญญาณ" ไป จนกระทั่งได้เห็น Monza SP2 ในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ — ฝากระโปรงยาวสไตล์วินเทจกับการออกแบบไร้หลังคา เหมือนกับงานศิลปะที่หลุดออกมาจากสนามแข่งเลอ ม็องส์ในยุค 60 เลยตัดสินใจรูดบัตรทันที (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้บอกราคาชัดเจน แต่ก็คุ้มค่า) ด้านสมรรถนะให้ 4 คะแนน ก็คุ้มอยู่: V12 พอกดคันเร่งบนทางด่วนในกรุงเทพฯ ก็แซงรถกระบะทุกคันได้ในพริบตา แต่ตอนติดเช้าช่วงรถติดบนถนนสุขุมวิท การสั่นในรอบเดินเบารู้สึกได้ชัดกว่า 911 และแอร์ก็ทำงานไม่ค่อยดีเพราะไม่มีหลังคา แต่พอวันหยุดสุดสัปดาห์ขับไปหัวหิน ลมทะเลที่พัดเข้ามาในห้องโดยสาร เสียงเครื่องยนต์ที่รอบเร่งไปถึงหกพันกลบเสียงคลื่น และนักท่องเที่ยวริมทางที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป ในช่วงเวลานั้นเอง ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นก็ถูกลืมไปหมด — นี่แหละคือความ "ซิ่ง" ที่ Ferrari ควรจะมี!
รูป Ferrari Monza SP2
Ferrari Monza SP2
รูป Mazda MX-5
Mazda MX-5
Ferrari Monza SP2
vs
Mazda MX-5
รูป Ferrari Monza SP2
Ferrari Monza SP2
รูป Audi TT Roadster
Audi TT Roadster
Ferrari Monza SP2
vs
Audi TT Roadster
รูป Ferrari Monza SP2
Ferrari Monza SP2
รูป BMW Z4 Roadster
BMW Z4 Roadster
Ferrari Monza SP2
vs
BMW Z4 Roadster

Ferrari ผลิตรถยนต์กี่คันในปี 2023?

ราคา Ferrari 296 GTB 2022 เท่าไหร่?

Ferrari 296 GTB ราคาเท่าไหร่?