รูป Ferrari

รีวิว Ferrari Monza SP2 2020

2020 Ferrari Monza SP2 6.5 V12 เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุน Barchetta ที่ออกแบบเพื่อรำลึกถึงความคลาสสิก ด้วยพลังเครื่องยนต์ 6.5L V12 ที่รุนแรงและการตั้งค่าการขับขี่ที่บริสุทธิ์ ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่หายากสำหรับความสนุกขั้นสุดยอด
รูป Ferrari Monza SP2
รูป Ferrari Monza SP2
รูป Ferrari Monza SP2
รูป Ferrari Monza SP2
รูป Ferrari Monza SP2
ยังไม่คอนเฟิร์ม
Ferrari Monza SP2 2020
เซกเมนท์
Sports Car
ตัวถัง
Convertible
ปริมาตรกระบอกสูบ(ลิตร)
6.5
ระบบเกียร์
DCT
กำลังเครื่องยนต(พีเอส)
-
แรงบิดสูงสุด(นิวตัน-เมตร)
-
รีวิว
รีวิวผู้ใช้
รายละเอียด

ในตลาดซูเปอร์คาร์ของประเทศไทย รถเปิดประทุนสุดคลาสสิกที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่สมบูรณ์แบบยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้เล่นกลุ่มเล็กๆ – และ Ferrari 2020 Monza SP2 6.5 V12 ถือเป็น "สายพันธุ์หายาก" ในตลาดเฉพาะกลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่มันได้รับการสืบทอดจิตวิญญาณแห่งสนามแข่งกว่า 70 ปีของแบรนด์ แต่ยังนำเสนอการออกแบบ Barchetta ที่ไร้หลังคาและกระจกบังลม พร้อมกับเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรที่ทรงพลังจนดึงดูดความสนใจของคนรักรถที่ต้องการหา "ความสนุกในการขับขี่แบบบริสุทธิ์" ตั้งแต่ครั้งแรกที่เผยโฉม ในการทดลองขับครั้งนี้ เราจะมาเน้นในเรื่องของรายละเอียดการออกแบบ การขับขี่ในสภาพจริง และการตั้งค่าที่ "สุดขั้ว" นี้เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวันหรือไม่

เมื่อมองจากระยะไกล รูปร่างโดยรวมของ Monza SP2 ดูราวกับเรือเร็วที่เตรียมทะยานสู่สนามแข่ง: ด้านหน้ามาพร้อมกับท่าทางต่ำและกว้างอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari กันชนหน้ากว้างที่เข้าคู่กับกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจในการมองเห็นแต่ยังช่วยเพิ่มการระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์และระบบเบรก ส่วนเส้นสายด้านข้างของตัวรถให้ความลื่นไหลและกระชับ เส้นเอวที่ยืดออกจากปีกหน้าถึงท้ายรถเพิ่มความรู้สึกแข็งแกร่ง ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้วที่มีซี่ล้อหลายซี่พร้อมคาลิปเปอร์เบรก Brembo สีเหลืองเสริมความโดดเด่น ด้านท้ายของรถมีการออกแบบที่เรียบง่ายแต่เน้นจุดเด่นด้วยปลายท่อไอเสียทรงกลม 4 ช่องที่เปิดเผยออกมานอกตัวรถ ชุดไฟท้าย LED แบบแนวยาวย้ำความทันสมัยในขณะที่ยังคงความเป็น Barchetta แบบคลาสสิก สิ่งที่น่าสังเกตคือมันไม่มีกระจกบังลมแบบดั้งเดิม มีเพียง "กระจกบังลมเสมือน" ที่ด้านหน้ารถสำหรับนำทางลมให้พัดผ่านห้องโดยสาร การออกแบบแบบนี้ไม่เพียงแค่เคารพต่อความคลาสสิก แต่ยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่มีใครเหมือน

เมื่อเข้าสู่ห้องโดยสาร วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ครอบคลุมแทบทุกจุดที่มองเห็นได้ – พวงมาลัย แผงควบคุมกลาง และโครงเก้าอี้ทั้งหมดผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ร่นน้ำหนัก พร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง Alcantara ที่ให้ผิวสัมผัสที่นุ่มนวลและการรองรับร่างกายที่ยอดเยี่ยม การจัดวางแผงควบคุมกลางเรียบง่ายมาก: หน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้วถูกติดตั้งไว้ด้านบนของแผงควบคุมกลาง รวบรวมฟังก์ชันต่างๆ เช่น ระบบนำทาง สื่อมัลติมีเดีย และการตั้งค่าของรถ การใช้งานมีความคล้ายคลึงกับรุ่น Ferrari อื่นๆ ทำให้เรียนรู้ได้ง่าย ทางด้านซ้ายของพวงมาลัยมีลูกบิด Manettino ที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถเปลี่ยนโหมดการขับขี่ เช่น โหมดสปอร์ต สนามแข่ง และโหมด ESC OFF ทางด้านขวามีปุ่มเปลี่ยนเกียร์ที่มีขนาดใหญ่และให้ความรู้สึกตอบสนองที่ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความพิเศษคือมันไม่มีหน้าปัดแบบดั้งเดิมแต่จะใช้การแสดงผลข้อมูลเช่น ความเร็วและรอบเครื่องยนต์ผ่านจอ HUD ที่ติดตั้งด้านหน้าพวงมาลัย การออกแบบนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจดจ่อกับสภาพถนนได้มากขึ้น ในส่วนของพื้นที่จัดเก็บเนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ที่บริสุทธิ์ ห้องโดยสารจึงมีเพียงช่องเก็บของเล็กๆ ด้านหลังที่นั่ง ซึ่งพอเพียงแค่สำหรับเก็บโทรศัพท์มือถือหรือกระเป๋าสตางค์ การใช้งานจริงไม่ใช่จุดเด่นของรถรุ่นนี้

ในฐานะรถสปอร์ตสองที่นั่ง พื้นที่ใน Monza SP2 ได้รับการออกแบบมาเพื่อการขับขี่เพียงอย่างเดียว: เบาะนั่งเป็นแบบถังที่มีการรองรับด้านข้างและส่วนเอวที่สามารถยึดร่างกายได้มั่นคงในขณะขับขี่อย่างรุนแรง สำหรับผู้โดยสารที่มีความสูง 180 ซม. หลังคาที่ไม่มีจะทำให้พื้นที่ศีรษะกลายเป็น "ไร้ขีดจำกัด" แต่พื้นที่ขาสามารถใช้งานได้เพียงพอ การขับขี่ในระยะเวลานานอาจทำให้รู้สึกอึดอัด แต่สำหรับรถประเภทนี้พื้นที่ไม่เคยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ในช่วงเวลาที่สตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตรแบบไม่มีเทอร์โบดังสนั่นผ่านห้องโดยสาร—นี่คือเสียงที่บริสุทธิ์และดั้งเดิมปราศจากการปรับแต่งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า เครื่องยนต์นี้มีกำลังสูงสุด 810 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 719 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 สปีด DCT การเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 2.9 วินาที ในการขับขี่จริง เมื่อเข้าเกียร์ D และเหยียบคันเร่งเบาๆ รถจะให้การส่งกำลังที่ลื่นไหลและทันทีทันใด เมื่อเปลี่ยนเป็นโหมดสปอร์ต การตอบสนองของคันเร่งจะไวขึ้น ทุกครั้งที่เหยียบลงจะมาพร้อมเสียงการเผาไหม้ของท่อไอเสีย การเร่งความเร็วให้ความรู้สึกถูกดันหลังจนติดกับเบาะ และการแซงหน้าก็แทบไม่ต้องคาดการณ์ เพียงเหยียบคันเร่งลงลึกก็สามารถแซงได้ทันที

ในด้านการควบคุม พวงมาลัยมีความแม่นยำสูงมาก โดยไม่มีช่องว่างในการหมุนเลย ทุกครั้งที่หมุนจะสะท้อนตรงถึงล้อ ระบบกันสะเทือนใช้โครงสร้างปีกนกคู่หน้าและมัลติลิงค์หลัง แม้ว่าการปรับแต่งจะค่อนไปทางแข็ง แต่ยังคงมีความยืดหยุ่น—ในขณะขับขี่ในชีวิตประจำวัน เมื่อผ่านลูกระนาดหรือลักษณะถนนที่ขรุขระ คุณจะรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนอย่างชัดเจน แต่ในการขับขี่บนสนามหรือเส้นทางภูเขา การปรับแต่งแบบนี้จะช่วยเพิ่มความเสถียรอย่างมาก ขณะเข้าโค้ง จะมีการเอียงตัวของรถเพียงเล็กน้อย ยางยังคงยึดเกาะถนนได้ดี (ใช้ยาง Pirelli P Zero Corsa) และภาพรวมให้ความมั่นใจในการขับขี่ ต้องสังเกตว่าด้วยการที่ไม่มีกระจกบังลมหน้า เมื่อขับรถที่ความเร็วเกิน 120 กม./ชม. สายลมจะปะทะหน้าโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องสวมหมวกกันน็อคเพื่อให้ขับขี่ได้อย่างสบาย ซึ่งหมายความว่ารถรุ่นนี้เหมาะสำหรับการเดินทางสั้นๆ หรือเป็นรถสำหรับสนามแข่ง

ในด้านการใช้น้ำมัน บริษัทระบุอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมที่ 20.2 ลิตร/100 กม. ในการขับขี่จริง บนถนนในเมืองมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงประมาณ 25 ลิตร/100 กม. ขณะที่บนทางหลวงอยู่ที่ประมาณ 18 ลิตร/100 กม. สำหรับเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ถือว่าอยู่ในระดับปกติ ถังน้ำมัน 90 ลิตรเมื่อเติมเต็มสามารถวิ่งทางไกลบนทางหลวงได้ประมาณ 500 กม. ส่วนการขับขี่ในเมืองอยู่ที่ประมาณ 350 กม. ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางระยะสั้น

ในด้านความสะดวกสบายในการขับขี่ นอกจากปัญหาลมปะทะที่เกิดจากการไม่มีกระจกบังลมหน้า ด้านอื่นๆ ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมตามมาตรฐานรถซูเปอร์คาร์: เบาะนั่งวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ให้การรองรับที่ดี แต่เมื่อใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจรู้สึกแข็งเล็กน้อย ในด้านการควบคุมเสียงรบกวน เนื่องจากเสียงเครื่องยนต์ V12 เป็นจุดเด่นหลักของรถ เสียงเครื่องและเสียงท่อไอเสียอาจได้ยินชัดเจนในห้องโดยสาร แต่เสียงยางและเสียงลม (ในความเร็วต่ำ) ถูกควบคุมได้ดี อนึ่ง ระบบเบรกของรถรุ่นนี้มีประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์เบรกประกอบด้วยจานเบรกเจาะรูขนาด 398 มม. ด้านหน้า และ 360 มม. ด้านหลังพร้อมคาลิปเปอร์ Brembo ระบบเบรกตอบสนองสมูทและทรงพลัง เมื่อเบรกขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ตัวรถยังทรงตัวดีโดยไม่มีการโคลงตัวของหน้ารถที่ชัดเจน

เมื่อสรุปแล้ว Ferrari 2020 Monza SP2 6.5 V12 มีจุดเด่นที่ชัดเจน: การออกแบบ Barchetta ที่บริสุทธิ์, สมรรถนะรุนแรงของเครื่องยนต์ V12 810 แรงม้า, น้ำหนักเบาสุดขีด และสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยม เมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน (เช่น Lamborghini Aventador SVJ Roadster) ข้อได้เปรียบของมันคือการออกแบบแนววินเทจที่โดดเด่นและประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์กว่า ข้อด้อยก็คือในเรื่องของการใช้งานที่ไม่ค่อยสะดวกและใช้งานในชีวิตประจำวันยาก

รถคันนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ออกแบบมาสำหรับผู้บริโภคทั่วไป—มันเหมาะสำหรับผู้ที่มีรถหลายคัน, ชื่นชอบความสนุกสนานในการขับขี่แบบสุดขั้ว เช่น นักสะสมรถหรือผู้ที่หลงใหลในซูเปอร์คาร์ ซึ่งพวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้รถคันนี้สำหรับขับไปซื้อของหรือเดินทางประจำวัน แต่เพียงใช้สำหรับวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันลงสนามแข่ง, เพื่อสัมผัสถึงเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 และความรู้สึกที่ได้ขับแบบไร้หลังคา.

โดยรวมแล้ว, Monza SP2 คือการแสดงความเคารพของ Ferrari ต่อความคลาสสิก และเป็นการตีความถึง "การขับขี่ที่แท้จริง" อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่รถที่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่แน่นอนว่าเป็นรถที่จะทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน ทุกครั้งที่กดคันเร่ง, ทุกครั้งที่เลี้ยวโค้ง คุณจะได้สัมผัสถึงเสน่ห์ที่ลงตัวของกลไกและความเร็ว

ข้อดี
การออกแบบเปิดประทุนสไตล์วินเทจน่าสนใจมาก ดีไซน์ภายนอกเป็นที่ดึงดูดสายตา ถูกเรียกว่า 'งานศิลปะเคลื่อนที่'
เสียงจากเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร น่าตื่นเต้น ประสบการณ์ขับขี่เปี่ยมด้วย 'ความโรแมนติกแบบย้อนยุค'
การเปลี่ยนเกียร์ DCT ราบรื่น สมรรถนะโดดเด่น ดึงดูดสายตาเมื่อต้องออกตัวจากไฟแดง
ข้อเสีย
การออกแบบแบบไม่มีหลังคาไม่สะดวกในช่วงฤดูฝนของไทย ต้องตรวจสอบพยากรณ์อากาศบ่อยครั้ง หากเจอฝนจะลำบาก
ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน การใช้น้ำมันสูง (20-25L/100km) และมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานสูง
พื้นที่จัดเก็บมีขนาดเล็กมาก มือถือและสิ่งของอื่นๆ ไม่มีที่วาง
คะแนนรวม
4.3
ดีเยี่ยม
จาก 5 รีวิ
คะแนนแยกตามหมวดหมู่
สมรรถนะ
4.2 / 5
ดีไซน์ภายใน
4.2 / 5
ความปลอดภัย
4.6 / 5
ดีไซน์ภายนอก
4.4 / 5
แสดงรีวิว 5 รายการ
4 ดีเยี่ยม
สายแซง
เจ้าของ 2020 Ferrari Monza SP2 6.5 V12
ก่อนหน้านี้ที่ใช้ 488 GTB ก็เร็วพอสมควร แต่ Monza SP2 แบบเปิดหลังคาดีไซน์ย้อนยุคโดนใจมาก — ขับบนทางด่วนกรุงเทพฯ ช่วงสุดสัปดาห์ไปพัทยา เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5L ผสมกับลมทะเล มันมีความโรแมนติกแบบคลาสสิกมากกว่าซูเปอร์คาร์อีกนะ การออกแบบภายนอกดึงดูดสายตาคนรอบข้างสุดๆ พอจอดที่ลานจอดรถก็มีคนแอบถ่ายรูปตลอด เวลาเรื่องสมรรถนะนั้นไม่มีที่ติ ระบบ DCT เปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไหลกว่า 488 เสียอีก แต่ช่วงหน้าฝนในไทยที่ไม่มีหลังคาต้องเตรียมเสื้อกันฝนไว้ด้วย ตอนช่วงรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน น้ำมันพุ่งไปถึง 25L/100km ก็รู้สึกเจ็บนิดหน่อย พื้นที่ภายในที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ให้ความรู้สึกดุดัน แต่พื้นที่จัดเก็บของกลับน้อยกว่า 488 อีก แม้แต่โทรศัพท์ยังไม่มีที่วาง แต่อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่กดปุ่มสตาร์ท เสียงคำรามจากเครื่องยนต์ V12 ดังขึ้นมาความรู้สึกติดลบเหล่านี้ก็หายหมด – เพราะนี่ไม่ใช่รถสำหรับการใช้งานทั่วไป แต่มันคือ “งานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้” นะ!
5 ดีเยี่ยม
สายทอง
เจ้าของ 2020 Ferrari Monza SP2 6.5 V12
ก่อนหน้านี้เคยขับ 911 Turbo S แล้วคิดว่าเร็วพอแล้ว แต่เสียงเครื่อง V12 ของ Monza SP2 แค่เหยียบคันเร่งก็สะกดวิญญาณผมไปเลย—โดยเฉพาะบนทางด่วนในกรุงเทพช่วงสุดสัปดาห์ ตอนที่รอบเครื่องขึ้นไปถึงห้าพันรอบ เสียงคำรามของสัตว์ร้ายอิตาเลี่ยนตัวนี้กลบเสียงรถแต่งทั้งหลายจนหมด แต่ฤดูฝนของไทยนี่แหละที่ปวดหัวจริงๆ การออกแบบที่ไม่มีหลังคาทำให้ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก ผมต้องเช็คพยากรณ์อากาศสามรอบ คราวก่อนฝนตกหนักกะทันหัน ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากวิ่งไปหลบที่ลานจอดรถ 7-11 แล้วเช็ดเบาะอย่างทุลักทุเล ช่วงเช้ารถติด? อย่าหวังเลย ติดอยู่ในกระแสรถที่สยามสแควร์ กับเครื่องยนต์ 6.5L ที่กินน้ำมันร้อยกิโลเมตรละ 20 ลิตรจนผมแทบจะใจสลาย แต่ทุกครั้งที่สตาร์ทรูมไฟแดง แล้วเห็นเลนส์โทรศัพท์ของคนเดินผ่านตั้งกล้องถ่ายลายคาร์บอนไฟเบอร์ของตัวรถพร้อมกัน ก็ยังรู้สึกว่ามันคุ้ม—ก็เพราะว่านี่คือ "งานศิลปะ" ที่มีอัตราการหันมามองสูงกว่าซูเปอร์คาร์บนถนนซะอีก!
5 ดีเยี่ยม
สายออยล์
เจ้าของ 2020 Ferrari Monza SP2 6.5 V12
เสียงเครื่องยนต์ V12 ดังกระหึ่มฟินสุด ๆ แต่ขับรถเปิดประทุนในไทยนี่สิ แดดแรงจนคิดหนักเลย!
5 ดีเยี่ยม
PhuketUser05
เจ้าของ 2020 Ferrari Monza SP2 6.5 V12
วันนี้ขับมันไปเที่ยวเล่น ทุกคนบนถนนแม้แต่เจ้าของร้านข้างทางยังหยุดสิ่งที่ทำและมองตาม อัตราการหันกลับมองสูงมาก!
4 ดีเยี่ยม
สายดริฟท์
เจ้าของ 2020 Ferrari Monza SP2 6.5 V12
V12เสียงคำรามสุดเร้าใจ แต่ถนนแย่แบบนี้ขับแค่ครึ่งชั่วโมงก็ปวดหลังจะแย่อยู่แล้ว...
เครื่องยนต์
ปริมาตรกระบอกสูบ(ลิตร)
6.5
ปริมาตรกระบอกสูบ(ซีซี)
6496
ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง
น้ำมันเบนซิน
ภาพรวม
อัตราสิ้นเปลือง
20.2
เกียร์และแชสซี
ระบบเกียร์
DCT
ขนาดและความจุ
เซกเมนท์
Sports Car
รูป Ferrari Monza SP2
Ferrari Monza SP2
รูป Mazda MX-5
Mazda MX-5
Ferrari Monza SP2
vs
Mazda MX-5
รูป Ferrari Monza SP2
Ferrari Monza SP2
รูป Audi TT Roadster
Audi TT Roadster
Ferrari Monza SP2
vs
Audi TT Roadster
รูป Ferrari Monza SP2
Ferrari Monza SP2
รูป BMW Z4 Roadster
BMW Z4 Roadster
Ferrari Monza SP2
vs
BMW Z4 Roadster

รถ Ferrari 296 GTB มือสองในดูไบราคาเท่าไหร่?

ราคาของ Ferrari 296 GTB ในมาเลเซียเป็นเท่าไร?

จำนวนพนักงานของ Ferrari ในปี 2023 มีเท่าไหร่?