Q
Subaru Forester ปี 2023 จะเปิดตัวเมื่อใด?
รถยนต์รุ่นใหม่ Subaru Forester 2023 เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการช่วงปลายปี 2022 ที่ผ่านมา SUV คอมแพคต์รุ่นนี้ยังคงใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ Boxer และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Symmetrical AWD อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเหมาะเป็นพิเศษกับสภาพถนนช่วงฤดูฝนและทางเขาภาคเหนือของไทย รุ่นใหม่นี้อัพเกรดหน้าจอสัมผัสแนวตั้งขนาด 11.6 นิ้ว พร้อมรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ EyeSight ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Cruise Control แบบปรับความเร็วอัตโนมัติและระบบรักษาเลน ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในตลาดไทย โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 2.0L แบบปกติและรุ่น e-BOXER ไฮบริด ที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองอย่างกรุงเทพฯ ด้วยความประหยัดน้ำมันที่ดีกว่า ขนาดตัวถัง 4625×1815×1730 มม. พร้อมระยะความสูงจากพื้น 220 มม. ทำให้สามารถขับเคลื่อนบนถนนลูกรังในต่างจังหวัดได้สบายๆ สิ่งที่น่าสนใจคือรุ่นไทยมีการติดตั้งช่องปรับอากาศด้านหลังและฟิลเตอร์กรองอากาศประสิทธิภาพสูงเป็นมาตรฐาน ซึ่งตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี ราคาอยู่ที่ประมาณ 1.39-1.79 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ SUV ญี่ปุ่นรุ่นอื่นในระดับเดียวกัน ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาของ Forester ให้ความปลอดภัยเหนือกว่าในช่วงฤดูฝน สำหรับผู้ที่กำลังมองหา SUV แนะนำให้ลองพิจารณารุ่นไฮบริดที่ช่วยประหยัดน้ำมันในสภาพการจราจรติดขัด และทดสอบความเสถียรของระบบ EyeSight ในสภาวะฝนตกหนักก่อนตัดสินใจซื้อ
ข้อความพิเศษ: เนื้อหานี้โพสต์โดยผู้ใช้ และไม่ได้แสดงถึงมุมมองและจุดยืนของ PCauto
Q&A เกี่ยวข้อง
Q
2024 Forester เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งเป็นอย่างไร?
รถยนต์ Subaru Forester รุ่นปี 2024 ในตลาดไทย มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร แบบไม่มีระบบอัดอากาศ จับคู่กับเกียร์ CVT และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นมาตรฐานในทุกรุ่น ราคาเริ่มต้นที่ 1.45 ล้านถึง 1.66 ล้านบาท เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport (ราคา 1.389 ล้านถึง 1.689 ล้านบาท) Forester โดดเด่นในเรื่องระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและระบบความปลอดภัยเชิงรุก ทุกรุ่นมาพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง และบางรุ่นยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ EyeSight ซึ่งประกอบด้วยระบบเตือนการออกนอกเลน ระบบช่วยรักษาเลน และระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ทำให้ความสามารถด้านความปลอดภัยอยู่ในระดับที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน เครื่องยนต์แบบวางนอนทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง และเมื่อรวมกับระบบกันสะเทือนหน้าแบบ MacPherson strut และระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระ ทำให้เสถียรภาพในการขับขี่เหนือกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ ในด้านขนาดตัวถัง มีความยาว 4625/1815/1730 มม. และระยะฐานล้อ 2670 มม. ภายในห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบายสำหรับผู้โดยสาร 5 คน และระยะห่างจากพื้น 220 มม. ช่วยให้ขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้ดี เหมาะสำหรับสภาพถนนหลากหลายในประเทศไทย ในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มาพร้อมซันรูฟ ระบบปรับอากาศด้านหลัง และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้น สถานะความเป็นรถนำเข้าและมรดกทางเทคโนโลยีของซูบารุ ทำให้ฟอเรสเตอร์มีข้อได้เปรียบที่ไม่เหมือนใครในด้านความน่าเชื่อถือและการควบคุม เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่
Q
2024 Forester เปรียบเทียบกับรุ่น 2023 อย่างไร?
รถ Forester รุ่น 2024 มีช่วงราคาที่สูงกว่ารถรุ่น 2023 ในตลาดไทย (รถรุ่น 2024 อยู่ที่ 1.45–1.66 ล้านบาท ในขณะที่รถรุ่น 2023 XT Edition อยู่ที่ 812,800 บาท) และมีอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในด้านรูปลักษณ์ รถรุ่น 2024 ใช้ภาษาการออกแบบที่ดูแข็งแรงมากขึ้น มีกรอบกรองอากาศรูปโล่ขนาดใหญ่ขึ้นและชุดไฟหน้า LED ที่ออกแบบใหม่ บางรุ่นยังมีอุปกรณ์เสริมพิเศษ เช่น ไฟตัดหมอก LED สปอยเลอร์หลังสีดำแบบคริสตัล และรายละเอียดอื่นๆ ที่ได้รับการปรับปรุง
ในด้านระบบขับเคลื่อน ทั้งสองรุ่นต่างใช้เครื่องยนต์แบบแอทโมสเฟียริกและเกียร์ CVT แต่รถรุ่น 2024 ทุกรุ่นมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเต็มเวลามาตรฐาน เพื่อความมั่นคงในการขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลาย
ในด้านอุปกรณ์มาตรฐาน รถรุ่น 2024 ได้รับการอัปเกรดในด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี เช่น ระบบช่วยผู้ขับขี่ EyeSight ถุงลมนิรภัย 7 จุด จอแสดงผลกลางขนาด 8 นิ้ว และระบบปรับอากาศแถวหลัง ซึ่งเป็นมาตรฐานในทุกรุ่น ในขณะที่รถรุ่น 2023 มีอุปกรณ์ที่เรียบง่ายกว่า
โดยรวมแล้ว รถรุ่น 2024 มีการพัฒนาที่เห็นได้ชัดในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการออกแบบ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหา SUV คุณภาพสูงได้ดียิ่งขึ้น
Q
“2025 Subaru Forester เป็นรถที่ดีหรือไม่?”
Subaru Forester รุ่นปี 2025 เป็นรถยนต์ที่น่าแนะนำอย่างยิ่ง โดยยังคงรักษาจุดเด่นของแบรนด์ด้วยการผสานเครื่องยนต์แบบ Boxer และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อสมบูรณ์แบบ (Symmetrical AWD) พร้อมโหมด X-MODE และระยะความสูงจากพื้นรถ 220 มม. ทำให้สามารถขับขี่ได้มั่นใจทั้งบนถนนลื่น ถนนหิน หรือแม้แต่การขับขี่แบบออฟโรดเบาๆ เพื่อตอบสนองความต้องการการสำรวจธรรมชาติ
ในด้านระบบความปลอดภัย ทุกรุ่นติดตั้งระบบช่วยขับขี่ EyeSight เป็นมาตรฐาน ซึ่งประกอบด้วยฟังก์ชันการจดจำคนเดินถนน การรักษาเลน และอื่นๆ พร้อมทั้งติดตั้งถุงลมนิรภัย 7 จุด ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และระบบความปลอดภัยทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟอื่นๆ เพื่อการปกป้องอย่างรอบด้านสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ในส่วนของพื้นที่ภายใน รถมีระยะฐานล้อ 2,670 มม. ทำให้มีพื้นที่โดยสารทั้งแถวหน้าและแถวหลังกว้างขวาง ขนาดกระโปรงท้ายอยู่ในระดับโดดเด่นเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน และสามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากขึ้นเมื่อพับเบาะหลัง เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันของครอบครัวหรือการเดินทางไกล
ด้านกำลังขับเคลื่อน ติดตั้งเครื่องยนต์แบบดูดอากาศธรรมชาติขนาด 2.0 ลิตร หรือ 2.5 ลิตร คู่กับเกียร์ CVT ที่ให้กำลังส่งเรียบและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เหมาะสมทั้งสำหรับการเดินทางประจำวันและการประหยัดพลังงาน
นอกจากนี้ คุณภาพการนำเข้าทั้งคันยังรับประกันความน่าเชื่อถือ การออกแบบภายในเน้นความใช้งานจริง พร้อมระบบปรับอากาศ 3 โซน เก้าอี้ระบายอากาศ (ในรุ่นสูง) และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ แม้ว่าระบบมัลติมีเดียอาจตอบสนองช้าไปบ้าง แต่คุณภาพทางวิศวกรรมและประโยชน์ใช้สอยโดยรวมยังทำให้เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบในระดับราคานี้ สำหรับทั้งการใช้งานในครอบครัวและกิจกรรมกลางแจ้ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสามารถออฟโรด และความใช้งานได้จริง
Q
รถ Subaru Forester ปี 2024 จะใช้งานได้นานแค่ไหน?
ด้วยการบำรุงรักษาที่เหมาะสมและการใช้งานอย่างสมเหตุสมผล รถยนต์ Subaru Forester รุ่นปี 2024 โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ข้อมูลอ้างอิงระบุว่า หากเจ้าของปฏิบัติตามคำแนะนำการบำรุงรักษาตามปกติของผู้ผลิต (เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองตามกำหนดเวลา) รักษาพฤติกรรมการขับขี่ที่นุ่มนวล (หลีกเลี่ยงการเร่งและเบรกกะทันหัน) และใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ไม่รุนแรง (สภาพถนนดี ไม่ขับขี่เป็นเวลานานในสภาพที่เลวร้าย) รุ่นนี้สามารถใช้งานได้นานถึง 15 ปีหรือนานกว่านั้น บางรุ่นที่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีในอดีตยังคงใช้งานได้ตามปกติหลังจาก 20 ปีและมากกว่า 300,000 กิโลเมตร รุ่นปี 2024 ติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติแบบแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ซึ่งได้รับการพัฒนามาหลายรุ่น ทำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อเทียบกับ CVT รุ่นก่อนๆ เมื่อรวมกับโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรง เครื่องยนต์ที่เชื่อถือได้ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ จึงเป็นรากฐานของความทนทาน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ EyeSight ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีส่วนช่วยยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานของรถยนต์ยังได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการใช้งานและคุณภาพการบำรุงรักษา การบำรุงรักษาที่ดีอย่างต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญในการรับประกันอายุการใช้งานที่ยาวนาน
Q
รถ Forester ปี 2024 คุ้มค่าที่จะซื้อนะหรือ?
รถยนต์ Subaru Forester ปี 2024 เป็นรถที่คุ้มค่าแก่การซื้อ มีให้เลือกหลายรุ่นในตลาดไทย ราคาตั้งแต่ 1,450,000 ถึง 1,660,000 บาท ตอบโจทย์งบประมาณที่แตกต่างกัน ทุกรุ่นมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร แบบไม่มีระบบอัดอากาศ และเกียร์ CVT ให้การขับขี่ที่ราบรื่นและมีสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ดี ระยะห่างจากพื้นดินขั้นต่ำ 220 มม. เหมาะสำหรับสภาพถนนหลากหลายประเภท ระบบความปลอดภัยโดดเด่น ทุกรุ่นมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ EyeSight (รวมถึงระบบเตือนการออกนอกเลน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบเตือนการชนด้านหน้า) และถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ให้การปกป้องผู้โดยสารอย่างครอบคลุม ตัวถัง 5 ประตู 5 ที่นั่ง และฐานล้อ 2670 มม. ให้พื้นที่ภายในที่กว้างขวางและสะดวกสบายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ยิ่งไปกว่านั้น อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 7.6 ลิตร/100 กม. แสดงให้เห็นถึงความประหยัดน้ำมันที่ดีและค่าใช้จ่ายในการใช้งานระยะยาวที่จัดการได้ นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน เช่น หลังคาเปิดปิดได้ หน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 8 นิ้ว และระบบปรับอากาศด้านหลัง ทำให้รถคันนี้คุ้มค่ากับราคาโดยรวม สามารถใช้งานได้ทั้งในชีวิตประจำวันและการเดินทางท่องเที่ยวกลางแจ้ง
Q
ความแตกต่างระหว่าง Subaru Forester รุ่นปี 2024 และ 2025 คืออะไร?
ความแตกต่างหลักระหว่าง Subaru Forester รุ่นปี 2024 และ 2025 อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก ภายใน ระบบส่งกำลัง และคุณสมบัติต่างๆ ในส่วนของการออกแบบภายนอก รุ่นปี 2025 ยาวกว่ารุ่นปี 2024 15 มม. (4670 มม.) และกว้างกว่า (1830 มม.) ด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ด้วยกระจังหน้าและไฟหน้าแบบใหม่ และฝากระโปรงหน้าถูกลดระดับลงเพื่อลดจุดบอด ด้านข้างมีการออกแบบเส้นสายและบังโคลนใหม่ และกระจกมองข้างถูกย้ายมาอยู่ด้านล่างของเสา A ช่วยลดจุดบอดด้านข้างลง 12% ไฟท้ายได้รับการปรับปรุงและเชื่อมต่อด้วยแถบตกแต่งสีดำเพื่อให้รถดูดูกว้างขึ้น กันชนหลังใช้วัสดุคอมโพสิตกันรอยขีดข่วนและมีดีไซน์ยื่นออกมาเพื่อเพิ่มมุมการออกตัว ภายในห้องโดยสาร รุ่นปี 2025 มาพร้อมหน้าจอสัมผัสกลางแบบแนวตั้งขนาด 11.6 นิ้ว (เทียบกับ 8 นิ้วในรุ่นปี 2024) ยังคงมีปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศแบบเดิม ใช้ระบบ UI แบบสามโซน รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สายและคุณสมบัติการเชื่อมต่ออื่นๆ และบางรุ่นมีระบบชาร์จไร้สาย เบาะนั่งยังมาพร้อมโมดูลรองรับกระดูกสันหลังส่วนล่างแบบใหม่เพื่อความสบายยิ่งขึ้น ในด้านระบบส่งกำลัง รุ่นปี 2025 เพิ่มเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร (กำลังสูงสุด 166 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 252 นิวตันเมตร) และรุ่นไฮบริด 2.0 ลิตร (กำลังรวม 158 แรงม้า แรงบิด 253 นิวตันเมตร) ในขณะที่รุ่นปี 2024 มีเพียงเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร (156 แรงม้า 196 นิวตันเมตร) เท่านั้น รุ่นปี 2025 ยังมีอัตราทดเกียร์ที่เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันและความเงียบ ในด้านคุณสมบัติ รุ่นปี 2025 มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ EyeSight รุ่นใหม่ล่าสุดเป็นมาตรฐานในทุกรุ่น ส่วนรุ่นท็อปสุดนั้นยังมีล้อขนาด 19 นิ้ว พวงมาลัยแบบมีระบบทำความร้อน กระจกมองหลังแบบลดแสงอัตโนมัติ ระบบตรวจสอบจุดบอดแบบหลายมุมมอง และโหมด X-MODE สองโหมด ทำให้คุณสมบัติด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายโดยรวมนั้นครบครันกว่ารุ่นปี 2024
Q
คุณควรจ่ายเท่าไรสำหรับ Subaru Forester ปี 2024?
ราคาของ Subaru Forester ปี 2024 แตกต่างกันไปตามรุ่นย่อย ตัวอย่างเช่น รุ่น 2.0 iL EyeSight ราคา 1,450,000 บาท รุ่น 2.0 iS EyeSight GT WILD ราคา 1,480,000 บาท รุ่น 2.0 iL EyeSight GT Lite ราคา 1,520,000 บาท รุ่น 2.0 iS EyeSight ราคา 1,550,000 บาท และรุ่น 2.0 i-s EyeSight GT ราคา 1,660,000 บาท รถทุกรุ่นเป็น SUV ขนาด C-segment 5 ประตู 5 ที่นั่ง มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร แบบไม่มีระบบอัดอากาศ ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ CVT และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 7.6 ลิตร/100 กม. และระยะห่างจากพื้นต่ำสุดอยู่ที่ 220 มม. ทำให้เหมาะสำหรับสภาพถนนที่หลากหลาย ในด้านคุณสมบัติความปลอดภัย ทุกรุ่นมาพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ระบบเบรก ABS ระบบควบคุมเสถียรภาพรถยนต์ ระบบเบรกอัตโนมัติ ระบบเตือนการออกนอกเลน และระบบอื่นๆ รวมถึงคุณสมบัติที่ใช้งานได้จริง เช่น จุดเชื่อมต่อเบาะเด็ก ISOFIX นอกจากนี้ยังติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบปรับอากาศด้านหลัง หลังคาซันรูฟแบบเดี่ยว และหน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 8 นิ้ว ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ประจำวันได้
Q
ซูบารุกำลังจะออก Forester รุ่นปี 2024 ไหม?
Subaru ได้เปิดตัวรถ Forester รุ่น 2024 แล้ว ซึ่งมีหลายรุ่นย่อยให้เลือกในตลาด โดยตัวอย่างในตลาดไทย ราคารถ Forester รุ่น 2024 อยู่ในช่วง 1,450,000 ถึง 1,660,000 บาท ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์แบบแอทโมสเฟียริก 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ CVT และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อสมมาตร (Symmetrical AWD) ขนาดตัวรถ ยาว 4,625 มม. กว้าง 1,815 มม. สูง 1,730 มม. ระยะฐานล้อ 2,670 มม. และความสูงจากพื้นรถขั้นต่ำ 220 มม. ทำให้มีสมรรถนะการขับขี่บนถนนหลากหลายประเภทได้ดี
ในด้านระบบความปลอดภัย ทุกรุ่นมาตรฐานติดตั้งถุงลมนิรภัย 7 จุด ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบควบคุมเสถียรภาพรถ (Vehicle Stability Control) และระบบความปลอดภัยพื้นฐานอื่นๆ บางรุ่นระดับสูงยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ระบบเตือนจุดบอด (Blind Spot Detection) ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Warning) ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Automatic Emergency Braking) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning) และจุดยึดเบาะนั่งเด็กมาตรฐาน ISO FIX เพื่อความปลอดภัยอย่างรอบด้านของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
นอกจากนี้ รุ่นนี้ยังมีรูปแบบ 5 ประตู 5 ที่นั่ง ความจุถังน้ำมัน 63 ลิตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามมาตรฐาน 7.6 ลิตร/100 กิโลเมตร ซึ่งรวมถึงความประหยัดน้ำมันและประโยชน์ใช้สอยที่ตอบสนองทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวและการเดินทางกลางแจ้งแบบไม่หนักหน่วง
Q
ทำไมแบตเตอรี่รถ Subaru Forester ปี 2020 ของฉันถึงหมดบ่อย?
ปัญหาหม้อแบตเตอรี่รถยนต์ซูบารุฟอเรสเตอร์ปี 2020 หมดบ่อยอาจเกิดจากหลายสาเหตุ อย่างแรกต้องเช็คสภาพแบตเตอรี่เองก่อน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนแบบไทยๆ ที่ความร้อนสูงจะทำให้สารละลายในแบตระเหยเร็วและเกิดแผ่นขั้วแบตเสื่อม แนะนำให้ใช้มัลติมิเตอร์วัดแรงดันขณะดับเครื่อง (ถ้าต่ำกว่า 12.4V ควรชาร์จหรือเปลี่ยนใหม่) ส่วนการขับรถระยะสั้นแบบที่คนไทยชอบใช้บ่อยๆ ก็ทำให้แบตเตอรี่ชาร์จไฟไม่เต็มที่ ควรขับรถต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีสัปดาห์ละครั้ง
ระบบไฟฟ้าในรถก็ต้องตรวจสอบเหมือนกัน ฟอเรสเตอร์ที่ติดตั้งระบบ EyeSight มาตรฐานรวมถึงไฟหน้าตลอดเวลาใช้ไฟค่อนข้างมาก ถ้ามีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเช่นกล้องติดรถยนต์หรือเครื่องเสียงที่ไม่ใช่ของแท้ก็อาจทำให้มีไฟรั่วได้ ควรใช้คลิปมิเตอร์วัดกระแสไฟขณะรถดับ (ปกติไม่ควรเกิน 50mA) อีกเรื่องสำคัญคือระบบสตาร์ทอัตโนมัติของซูบารุที่ต้องการแบตเตอรี่เฉพาะเท่านั้น ต้องใช้แบบ EFB หรือ AGM เท่านั้น ถ้าใช้แบตเตอรี่ธรรมดาจะเสื่อมเร็วมาก
สำหรับการดูแลรักษาปกติ ควรทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่บ่อยๆ เพื่อป้องกันการกัดกร่อน ถ้าต้องจอดรถทิ้งไว้นานแนะนำให้ถอดขั้วลบออกหรือใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รักษาระดับไฟ วิธีเหล่านี้จะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ได้มาก ถ้ายังมีปัญหาเกิดขึ้นอีกอาจเกิดจากไดชาร์จทำงานผิดปกติ (แรงดันควรอยู่ที่ 13.8-14.4V) หรือมีไฟรั่วในระบบสายไฟ ควรให้ช่างผู้ชำนาญใช้เครื่องสแกนวินิจฉัยเพิ่มเติม
Q
เครื่องยนต์ที่ใช้ใน Subaru Forester ปี 2020 คืออะไร?
รถ Forester ปี 2020 ติดตั้งเครื่องยนต์แบบ 2.5 ลิตร แบบแนวนอนสี่สูบ (รุ่น FB25) ที่ใช้ระบบดูดธรรมชาติ ให้กำลังสูงสุด 182 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 239 นิวตันเมตร คู่กับเกียร์ CVT Lineartronic และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Symmetrical AWD แบบมาตรฐาน เครื่องยนต์นี้ใช้เทคโนโลยีฉีดตรงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ แถมการออกแบบแบบแนวนอนยังทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเข้าโค้ง เหมาะสมกับพื้นที่ภูเขาและถนนที่ลื่นเป็นพิเศษ ถ้าเทียบกับรถในระดับเดียวกันแล้ว เครื่องยนต์แบบแนวนอนถือเป็นจุดเด่นที่หาตัวจับยาก เพราะการสั่นสะเทือนน้อยและทำงานเรียบ ทำให้รู้สึกสบายเวลาขับทางไกล แต่ต้องระวังเรื่องคุณภาพน้ำมันเครื่องนะ แนะนำให้ใช้แบบสังเคราะห์ 0W-20 และต้องเปลี่ยนตามระยะที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ส่วนเรื่องประหยัดน้ำมันนั้นถือว่าดีพอสมควร ในเมืองจะกินประมาณ 9-10 ลิตรต่อ 100 กม. แต่ถ้าขับทางไกลอาจลดลงเหลือ 7 ลิตรได้ สำหรับใครที่กำลังมองหารถมือสอง แนะนำให้ตรวจสอบยางรองเครื่องยนต์กับสภาพน้ำมันเกียร์ CVT เป็นพิเศษ เพราะส่วนพวกนี้ในสภาพอากาศร้อนอาจเสื่อมเร็วหน่อย
รถยอดนิยม
รุ่นปีรถยนต์
เปรียบเทียบรถยนต์
รูปภาพรถ
Q&A ล่าสุด
Q
สาเหตุอะไรที่อาจทำให้เบรคติดได้?
การล้มเหลวของระบบเบรกอาจเกิดจากหลายปัจจัย โดยสาเหตุหลัก ได้แก่ การสึกหรอของชิ้นส่วนระบบเบรก ความผิดปกติของระบบไฮดรอลิก และการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง
แผ่นเบรกและจานเบรกที่เสียดสีกันเป็นเวลานานจะค่อยๆ บางลง เมื่อความหนาน้อยกว่ามาตรฐานความปลอดภัย แรงเบรกจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด จึงจำเป็นต้องตรวจสอบและเปลี่ยนแผ่นเบรกเป็นประจำ (แนะนำทุก 40,000 กิโลเมตร หรือปรับตามสภาพการสึกหรอ)
หากไม่เปลี่ยนน้ำมันเบรกในระบบไฮดรอลิกตามระยะเวลาที่กำหนด (ปกติทุก 2 ปีหรือ 40,000 กิโลเมตร) อาจเกิดฟองอากาศในระบบเมื่ออุณหภูมิสูง หรือมีสิ่งสกปรกทำให้ปั๊มเบรกทำงานผิดปกติ ซึ่งจะแสดงอาการเป็นแป้นเบรกนิ่มหรือระยะการเหยียบแป้นเบรกผิดปกติ
นอกจากนี้ ดอกยางที่สึกหรอเกินไป (น้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร) จะทำให้ระยะเบรกยาวขึ้น ส่วนการบรรทุกเกินกำหนดจะทำให้ระบบเบรกทำงานหนักเกินไป และทำให้เกิดการสูญเสียประสิทธิภาพเนื่องจากความร้อน
กรณีเกิดการล้มเหลวของระบบเบรกกะทันหัน ควรควบคุมพวงมาลัยให้มั่นคงและเปิดไฟฉุกเฉินทันที สำหรับรถเกียร์ธรรมดา สามารถใช้การเบรกด้วยเครื่องยนต์โดยการลดเกียร์ สำหรับรถเกียร์อัตโนมัติสามารถเปลี่ยนไปใช้โหมด manual และเลือกเกียร์ต่ำ ส่วนรถที่ติดตั้งเบรกมืออิเล็กทรอนิกส์สามารถกดปุ่มค้างเพื่อเปิดใช้งานระบบเบรกฉุกเฉิน
สำหรับการป้องกัน ควรตรวจสอบปริมาณน้ำในน้ำมันเบรกเป็นประจำ (หากเกิน 3% ต้องเปลี่ยน) ตรวจสอบความสมบูรณ์ของปั๊มเบรกและความดันในท่อ ในพื้นที่ภูเขาควรใช้เกียร์ต่ำ (L) หรือใช้วิธีแตะเบรกเพื่อป้องกันความร้อนเกิน
ที่สำคัญ ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกไทยปี 2568 ระบุว่า 23% ของอุบัติเหตุเกี่ยวกับระบบเบรกเกิดจากการไม่เปลี่ยนน้ำมันเบรกตามระยะ จึงแนะนำให้ตรวจสอบระบบเบรกกับผู้เชี่ยวชาญทุก 6 เดือน
Q
เบรกเสียแล้ว ฉันสามารถขับต่อไปได้ไหม?
ไม่ควรขับรถต่อไปอย่างแน่นอนเมื่อระบบเบรกมีปัญหา เพราะเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเบรกหมดสิ้น การรั่วไหลของน้ำมันเบรก หรือการเหยียบเบรกไม่ทำงาน ก็จะทำให้แรงเบรกลดลงอย่างมากหรือเสียหายทั้งหมด ทำให้รถไม่สามารถหยุดได้ทันในกรณีฉุกเฉิน
ปัญหาระดับเล็กน้อย เช่น ระยะเบรกยาวขึ้นหรือแป้นเบรกสั่น แม้จะสามารถขับเคลื่อนรถในระยะสั้นได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะควบคุมไม่ได้
ส่วนปัญหาร้ายแรง เช่น เบรกไม่ทำงานหรือรถดึงข้าง ต้องจอดทันที มิฉะนั้นอาจเกิดการชนหรือรถพลิกคว่ำได้ง่าย
ในชีวิตประจำวันควรตรวจสอบความหนาของแผ่นเบรก (ต้องเปลี่ยนเมื่อต่ำกว่า 3 มม.) และสภาพน้ำมันเบรก (ต้องเปลี่ยนเมื่อมีความชื้นเกิน 3%) หากพบความผิดปกติใดๆ ต้องส่งซ่อมทันที
โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานใหม่ ต้องระวังการทำงานของปั๊มสุญญากาศและเบรกมือไฟฟ้า ควรบำรุงรักษาระบบเบรกที่ศูนย์บริการ 4S ที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่ามีการไล่อากาศออกจากท่อและใช้อะไหล่แท้จากโรงงาน
โปรดจำไว้ว่าปัญหาเกี่ยวกับเบรกเป็นสัญญาณอันตรายระดับสูงสุด การขับรถโดยประมาทอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แก้ไขไม่ได้
Q
เมื่อคุณเหยียบเบรกแล้วปล่อยออก ไฟเบรกยังคงติดอยู่ สาเหตุคืออะไร?
ไฟเบรกยังคงติดอยู่หลังจากปล่อยแป้นเบรก โดยปกติเกิดจากความผิดปกติของระบบเบรกหรือวงจรไฟฟ้า
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือความผิดปกติทางกลของสวิตช์เบรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดแป้นเบรก หากจุดสัมผัสภายในไม่สามารถตัดวงจรได้เนื่องจากออกซิเดชันหรือสปริงเสื่อมสภาพ แม้แป้นจะกลับมาตำแหน่งเดิมก็ยังมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่
ขั้นต่อไปให้ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรกในถังพัก หากระดับต่ำกว่าเส้น MIN เซ็นเซอร์ระดับน้ำจะทำให้ไฟเตือนติดค้าง ในกรณีนี้ต้องตรวจสอบความแน่นหนาของท่อและดูว่ามีการรั่วที่ปั๊มเบรกย่อยหรือไม่
หากรถมีระบบแจ้งเตือนการสึกหรอของผ้าเบรก เมื่อความหนาของวัสดุเสียดสีต่ำกว่า 0.8 เซนติเมตร สายวัดการสึกหรอจะสัมผัสกับล้อทำให้ไฟเตือนทำงาน
นอกจากนี้ การลัดวงจรของระบบไฟท้ายหรือการต่อสายดินผิดปกติอาจทำให้เกิดสัญญาณผิดพลาด ต้องใช้มัลติมิเตอร์วัดค่าความต้านทานของวงจร
ควรระวังว่าในรถบางรุ่นใช้ระบบไฟเดียวกันสำหรับไฟเตือนเบรกมือและไฟเบรก หากคันเบรกมือไม่ถูกปล่อยอย่างสมบูรณ์หรือสวิตช์ขัดข้อง ก็จะทำให้ไฟติดค้างได้
แนะนำให้ใช้เครื่องสแกนอ่านรหัสข้อผิดพลาดเป็นอันดับแรก หากแสดงรหัสที่เกี่ยวข้องกับสวิตช์ เช่น B1246 ต้องเปลี่ยนชุดสวิตช์เบรกของทางโรงงาน ราคาประมาณ 300-500 บาท
สำหรับรถที่ใช้เบรกมืออิเล็กทรอนิกส์ (EPB) ต้องตรวจสอบว่าโมดูลควบคุม EPB ส่งสัญญาณผิดพลาดหรือไม่
การซ่อมบำรุงระบบเบรกทุกครั้งต้องใช้น้ำมันเบรก DOT4 ที่ได้มาตรฐาน TIS 2600-2563 ห้ามผสมกับน้ำมันเบรกที่มาตรฐานต่างกัน เพราะอาจทำให้ซีลยางขยายตัว
Q
ทำไมเบรกรถถึงล้มเหลว?
สาเหตุหลักที่ระบบเบรกรถยนต์ทำงานผิดปกติเกี่ยวข้องกับการสึกหรอของชิ้นส่วนสำคัญในระบบเบรค การรั่วไหลของของเหลว หรือการใช้งานไม่ถูกต้อง
การสึกหรอของแผ่นเบรคเกินกำหนดจะทำให้แรงเบรคลดลง เมื่อสึกหรอถึงขีดจำกัด เซ็นเซอร์ตรวจสอบการสึกหรอในบางรุ่นรถจะส่งสัญญาณเตือนให้เปลี่ยน
ระดับน้ำมันเบรคไม่เพียงพอหรือน้ำมันเบรคเสื่อมสภาพจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งผ่านแรงดันในระบบไฮดรอลิก หากระดับของเหลวต่ำเกินไปหรือมีน้ำปน (โดยปกติควรเปลี่ยนน้ำมันเบรคทุก 2 ปี) จะทำให้ประสิทธิภาพการเบรคลดลงอย่างมาก
การมีอากาศปนในระบบเบรคจะทำให้เกิดฟองอากาศ ส่งผลให้แป้นเบรคอ่อนนุ่มและไม่มีแรง จำเป็นต้องผ่านกระบวนการไล่อากาศแบบมืออาชีพเพื่อแก้ไข
ความเสียหายของชิ้นส่วนทางกล เช่น การเสื่อมสภาพของซีลกระบอกเบรคหลัก การรั่วซึมของกระบอกเบรครอง หรือท่อเบรคแตก จะทำให้เกิดการสูญเสียแรงดัน ในขณะที่จานเบรคบิดงออาจทำให้เกิดอาการสั่นเมื่อเบรค
การบรรทุกน้ำหนักเกินจะเพิ่มแรงเฉื่อย ทำให้ระบบเบรคทำงานหนักเกินไป การเบรคบ่อยครั้งขณะลงเขาอาจทำให้เกิดอาการเบรคเฟดจากความร้อน
แนะนำให้ตรวจสอบความหนาของแผ่นเบรคเป็นประจำ (ไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร) สภาพน้ำมันเบรค และความแน่นหนาของท่อระบบเบรค หลีกเลี่ยงการใช้ชิ้นส่วนคุณภาพต่ำ และก่อนเดินทางไกลควรตรวจสอบระบบเบรคอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
Q
"หม้อลมเบรก (Brake Booster) คืออุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มแรงดันในการเหยียบแป้นเบรก เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถหยุดรถได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานของมันใช้หลักการสุญญากาศจากเครื่องยนต์หรือระบบแรงดันภายนอก เพื่อช่วยลดแรงที่ต้องใช้ในการเหยียบเบรก"
ตัวช่วยเบรก (Brake booster) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยเพิ่มแรงเบรกของผู้ขับขี่โดยอาศัยความแตกต่างของแรงดัน หลักการสำคัญคือการใช้สุญญากาศที่เกิดขึ้นในท่อไอดีของเครื่องยนต์หรือแรงดันภายนอกเพื่อสร้างแรงช่วย เมื่อผู้ขับขี่เหยียบแป้นเบรก วาล์วสุญญากาศภายในตัวช่วยเบรกจะปิดลง ในขณะที่วาล์วอากาศจะเปิดออก ทำให้อากาศเข้าไปและสร้างความแตกต่างของแรงดันข้ามไดอะแฟรม แรงดันนี้จะดันไดอะแฟรม ซึ่งจะไปดันก้านดันของกระบอกสูบหลัก ทำให้แรงเบรกเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า รถยนต์สมัยใหม่ส่วนใหญ่ใช้ตัวช่วยเบรกแบบสุญญากาศ ซึ่งมีโครงสร้างทรงกระบอกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร ห้องสุญญากาศภายในและห้องใช้งานจะถูกคั่นด้วยไดอะแฟรม เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของแรงดันในท่อไอดี จึงติดตั้งปั๊มสุญญากาศไฟฟ้าเป็นระบบเสริม แนวโน้มทางเทคโนโลยีในปัจจุบันนิยมระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเหล่านี้จะปรับระดับการช่วยเหลือแบบไดนามิกตามพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น ความเร็วและน้ำหนักบรรทุกของรถ ตัวอย่างเช่น ลดแรงเหยียบแป้นเบรกในสภาพการจราจรติดขัด และให้ความช่วยเหลือสูงสุดในระหว่างการเบรกฉุกเฉิน สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ หากระบบช่วยผ่อนแรงทำงานผิดปกติ แรงกดที่แป้นเหยียบจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในกรณีเช่นนี้ ควรตรวจสอบท่อสุญญากาศหรือปั๊มไฟฟ้าโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
ดูเพิ่มเติมข่าวที่เกี่ยวข้อง

Subaruเปลี่ยนรูปแบบในประเทศไทยเป็นการขายแบบนำเข้า รุ่นใหม่ของForesterจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม
สุรเดชSep 30, 2025

Subaru จดทะเบียนชื่อรุ่นรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ ส่อเค้าปรับเกมสู่ยุค EV เต็มตัว
ณัฐวุฒิAug 8, 2025

Uncharted ครอสโอเวอร์ไฟฟ้าคันแรกจาก Subaru ขับเคลื่อนล้อหน้า วิ่งไกล 482 กม.
พงศธรJul 18, 2025

SUBARU REXมีเทคโนโลยีไฮบริดที่เหมือนและแตกต่างจากNissan e-POWERอย่างไรบ้าง?
วิรุฬห์Jun 24, 2025

Subaru Outback ใหม่ปรากฏตัว ลักษณะการออกแบบขายตามสไตล์ของ SUV
ณัฐวุฒิApr 22, 2025
ดูเพิ่มเติม


ข้อดี
ข้อเสีย